นิติบุคคล  (Juristic Persons)  หมายถึง บุคคลที่กฎหมายสมมติให้มีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบได้ตามกฏหมายเหมือนบุคคลธรรมดา และสามารถกระทำการใดๆได้เช่นเดียวกับ บุคคลธรรมดา เช่น มีความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญา มีสิทธิในการเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินต่างๆ มีหน้าที่ในการเสียภาษี และเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ได้

กระนั้นนิติบุคคลก็ไม่สามารถกระทำการเหมือนกับบุคคลธรรมดาได้ทุกเรื่อง เช่น สิทธิในการจดทะเบียนสมรส สิทธิทางการเมือง เนื่องจากนิติบุคคลเป็นเพียงบุคคลสมมติที่ไม่มีชีวิต ร่างกาย และสติปัญญาเหมือนกับบุคคลธรรมดา

สภาพนิติบุคคลจะเริ่มต้นเมื่อไหร่?

– ถ้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน สภาพนิติบุคคลเริ่มต้นตั้งแต่จดทะเบียนตามกฎหมาย

– ถ้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน สภาพนิติบุคคลเริ่มต้นตั้งแต่พระราชบัญญัติที่จัดตั้งนิติบุคคลนั้นมีผลบังคับใช้

ผู้แทนนิติบุคคลคืออะไร?

ดังนั้นเมื่อนิติบุคคลไม่สามารถกระทำการบางอย่างได้เหมือนบุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องแต่งตั้ง “ผู้แทนนิติบุคคล” เพื่อให้ทำหน้าที่ได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา

ผู้แทนนิติบุคคล คือ ผู้ทำหน้าที่แสดงเจตนาแทนตัวนิติบุคคล อาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งจะกำหนดไว้

ตัวแทนนิติบุคคล หรือตัวแทน คือ ผู้ทำหน้าที่แทนตัวการ ตามสัญญาตัวแทน

ประเภทของนิติบุคคล

นิติบุคคลออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีด้วยกัน 5 ประเภท ได้แก่
  1. นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมหาชนอื่นๆซึ่งมีเป็นจำนวนมาก เช่น วัด จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การมหาชน เป็นต้น

 

ภาษีที่ “นิติบุคลล” ต้องจ่าย

เมื่อมีการจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนทำธุรกิจขึ้นมาเป็นนิติบุคคลประเภทใดแล้วก็ตาม ย่อมต้องมี “ภาษี” ของเจ้าของการทำธุรกิจในรูปแบบ “นิติบุคคล” ตามมานั่นเอง

ไม่ว่านิติบุคคลจะประกอบธุรกิจใดๆ การวางแผนธุรกิจถือเป็นเรื่องจำเป็น เช่นเดียวกับการวางแผนภาษีและมีที่ปรึกษาภาษีที่ดี ก็จะเป็นตัวช่วยให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปคุ้มค่าที่สุด

ภาษีที่นิติบุคคลที่จดทะเบียนในรูปแบบต่างๆ จะต้องจ่ายให้กับรัฐ มี 5 ชนิดภาษี ดังต่อไปนี้

  1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายภาษีอากรที่ชือว่า “ประมวลรัษฎากร”

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฏากร ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะมี 2 แบบ ก็คือ

(1) แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับภาษีสำหรับรอบบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี

(2) แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 51 ที่ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปีด้วยครับ

  1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

คือ ภาษีที่คน “จ่าย” ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลต้อง “หัก” ไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้กับคนรับที่เป็นนิติบุคคลหรือคนธรรมดาก็ได้

ทุกครั้งที่มีการชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่ จ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานยื่นกับกรมสรรพากรว่าได้ถูกหักภาษีไว้จำนวนหนึ่งแล้ว เพื่อให้การเสียภาษีสิ้นปีมีจำนวนน้อยลงหรือไม่ต้องเสียเวลา

ทั้งนี้นิติบุคคลจะต้องแสดงแบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

  1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการประเภทต่างๆ โดยเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้ให้บริการผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก ส่งออก ผู้นำเข้า ซึ่งมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม

ทั้งนี้นิติบุคคลจะต้องแสดงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

  1. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

คือ ภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้นิติบุคคลจะต้องแสดงแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) และในกรณีทั่วไปของธุรกิจ เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการให้กู้ยืมเงินจะเสียภาษีที่อัตรา 3.3% (รวมอัตราภาษีท้องถิ่น)

  1. อากรแสตมป์

คือภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง จะเรียกเก็บเมื่อมีการทำ “ตราสาร” ระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์

“ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึงเอกสารหรือสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ตราสารเช่าซื้อทรัพย์สิน

ค่าปรับภาษีนิติบุคคลประเภทต่างๆ

เมื่อมีการเสียภาษีชนิดต่างๆ ตามประเภทนิติบุคคลนั้นๆ แล้ว หากการชำระภาษีไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดก็อาจต้องมีการเสียค่าปรับตามแต่ประเภทของภาษีชนิดต่างๆ ด้วย โดยค่าปรับจากกรมสรรพากรของภาษีแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป ดังนี้

  1. ค่าปรับภาษีเงินได้นิติบุคคล

1.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด.50, ภงด.51) กรณียื่นเกินกำหนดเวลา

1.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)

**กรณียื่นแบบ ภงด.50 จะต้องยื่นพร้อมงบการเงิน แนบประกอบการยื่นแบบดังกล่าว

  1. ค่าปรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย

2.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภงด.1, 3, 53) ต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น

2.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)

  1. ค่าปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม

3.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) ต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น

3.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)

การเสียเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) แบ่งได้ 2 กรณี คือ

(1.) กรณียื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้) จะเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษี

(2.) กรณีไม่เคยยื่นหรือยื่นเกินกำหนดเวลา จะเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษี

คำนวณเบี้ยปรับ ดังนี้

  1. ค่าปรับภาษีธุรกิจ

4.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีธุรกิจ (ภธ. 40) ต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น

4.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)

การเสียเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) แบ่งได้ 2 กรณี คือ

(1.) กรณียื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้) จะเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษี

(2.) กรณีไม่เคยยื่นหรือยื่นเกินกำหนดเวลา จะเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษี

คำนวณเบี้ยปรับ ดังนี้

  1. ค่าปรับอากรแสตมป์

นอกจากค่าปรับเรื่องการยื่นภาษีประเภทต่างๆ ล่าช้าแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่นิติบุคคลต้องพึงระวังนั่นก็คือค่าปรับจากการส่งงบการเงินล่าช้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

  1. ค่าปรับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์หรือ หมายเรียกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ซึ่งต้องยื่นภายใน 5 เดือน ตามเกณฑ์แล้วต้องยื่นภายใน 1 เดือน นับจากวันประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยต้องประชุมภายใน 4 เดือน จึงนับยาวรวมกันเป็น 5 เดือน ดังนั้นงบการเงินที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี จะต้องยื่นภายในวันที่ 31พฤษภาคมของปีถัดไป

1.1   อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน

ลำดับที่ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีกรรมการผู้จัดการ/

หุ้นส่วนผู้จัดการ

รวม
1ทุกประเภท ยกเว้นกิจการร่วมค้า6006001,200
2กิจการร่วมค้า600600

1.2   อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า  2 เดือน แต่ไม่เกิน  4  เดือน

ลำดับที่ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีกรรมการผู้จัดการ/

หุ้นส่วนผู้จัดการ

รวม
1ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน1,2001,2002,400
2บริษัทจำกัด2,4002,4004,800
3นิติบุคคลต่างประเทศ6,0006,00012,000
4บริษัทมหาชนจำกัด12,00012,00024,000
5กิจการร่วมค้า6,0006,000 

1.3  อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า 4  เดือน แต่ไม่เกิน  6  เดือน

ลำดับที่ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีกรรมการผู้จัดการ/

หุ้นส่วนผู้จัดการ

รวม
1ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน2,4002,4004,800
2บริษัทจำกัด4,8004,8009,600
3นิติบุคคลต่างประเทศ12,00012,00024,000
4บริษัทมหาชนจำกัด24,00024,00048,000
5กิจการร่วมค้า12,00012,000 

1.4     อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า  6  เดือนขึ้นไป หรือไม่ยื่นงบการเงิน

ลำดับที่ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีกรรมการผู้จัดการ/

หุ้นส่วนผู้จัดการ

รวม
1ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน3,6003,6007,200
2บริษัทจำกัด6,0006,00012,000
3นิติบุคคลต่างประเทศ18,00018,00036,000
4บริษัทมหาชนจำกัด36,00036,00072,000
5กิจการร่วมค้า18,00018,000

 

  1. ค่าปรับจากกรมสรรพากร กรณียื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับภาษีสำหรับรอบบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี แบ่งเป็นค่าปรับและเงินเพิ่ม ดังนี้

2.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด.50, ภงด.51) กรณียื่นเกินกำหนดเวลา

2.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)

อีกสิ่งที่นิติบุคคลต้องละเลยไม่ได้นั่นก็คือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี ประจำปี 2543 ซึ่งมีค่าปรับสำหรับการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ ดังนี้

ลำดับที่ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจำนวนค่าปรับผู้รับโทษ
1ไม่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัติ กำหนดและตามวันเริ่มทำบัญชีที่กำหนด30,000 และค่าปรับอีกวันละ 1,000 บาทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
2ไม่จัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงิน
ภายในเวลาที่กำหนด
50,000ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
3.ไม่จัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบ
และ แสดงความเห็นโดย
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
20,000ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
4.ไม่ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ
การลงบัญชี ให้แก่ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้อง
10,000ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
5.ไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีซึ่งเป็นผู้มี
คุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด
10,000ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
6.ไม่จัดทำบัญชีเพื่อให้มีการแสดงผล
การดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือ
การเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน
ตามความเป็นจริง และตามมาตรฐาน
การบัญชี
10,000ผู้กระทำความผิด

การเรียนรู้เรื่องภาษีนิติบุคคลถือเป็นสิ่งจำเป็นของนิติบุคคลและผู้ที่ประกอบธุรกิจ เช่นเดียวกับการวางแผนธุรกิจ หากวางแผนภาษีดี หรือมีที่ปรึกษาภาษี ที่ปรึกษาบัญชี หรือมีสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ดีไว้คอยให้คำแนะนำ ก็รับรองได้ว่าภาษีทุกเม็ดจะไม่มีค่าปรับเข้ามากล้ำกรายอย่างแน่นอน