<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง Archives - Scholar</title>
	<atom:link href="https://www.scholaraccounting.com/tag/7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.scholaraccounting.com/tag/7-อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงปร/</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Jan 2014 15:19:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.4</generator>

<image>
	<url>https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2019/12/scholar-favicon.png</url>
	<title>7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง Archives - Scholar</title>
	<link>https://www.scholaraccounting.com/tag/7-อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงปร/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง The Seven Habit of Highly Effective People</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jan 2014 15:19:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=3186</guid>

					<description><![CDATA[<p>7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง อุปนิสัยที่ 1 ต้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/">7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง The Seven Habit of Highly Effective People</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง</p>
<p>อุปนิสัยที่ 1 ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน (Be Proactive)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายภายในใจ (Begin with the End in Mind)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 3 ทำตามลำดับความสำคัญ (Put First Things First)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ/ชนะ (Think Win-Win)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจคนอื่นก่อนที่จะให้คนอื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to be Understand)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 6 ประสานพลัง ( Synergize)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม (Sharpen the saw)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Fundamental Principles (หลักการพื้นฐาน)</p>
<p>1.1 การพัฒนาอุปนิสัย (Developing Habits) : ประกอบด้วย 3 สิ่งคือ : Knowledge / Skill / Desire (ความอยาก) สิ่งที่ยากในการพัฒนาอุปนิสัย คือการสร้างความอยากที่จะทำ</p>
<p>1.2 คุณลักษณะ (Character) / บุคลิกภาพ (Personality)</p>
<p>Character : เป็นสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งมองไม่เห็น เช่น ความเป็นคนมี Service mind , ความเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี (ความเป็นคนดี)</p>
<p>Personality บุคลิกภาพ : เป็นสิ่งที่มองเห็นจากภายนอก เป็นภาพพจน์ ความรู้ความสามารถ (ความเป็นคนเก่ง) แม้ว่าภาพพจน์ เทคนิค และ ทักษะ สามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จภายนอกก็ตาม แต่น้ำหนักของความมีประสิทธิผลที่แท้จริงจะอยู่ใน คุณลักษณะที่ดี (ไม่ฝืนธรรมชาติ)</p>
<p>1.3 Four Levels of Leadership (4 ระดับแห่งภาวะผู้นำ)</p>
<p>Personal Trustworthiness</p>
<p>Interpersonal Trust การไว้วางใจระหว่างบุคคล</p>
<p>Managerial Empowerment</p>
<p>Organizational Alignment</p>
<p>การสร้าง Leadership ต้องเริ่มที่ การสร้างความไว้วางใจในตัวบุคคลเองก่อน ซึ่งการที่จะสร้างความไว้วางใจได้ ต้องประกอบด้วย Character และ Competence ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนให้เกิดความสมดุล ก็จะมีภาพที่ทำให้ผู้อื่น เกิดความไว้วางใจ และ จะนำไปสู่ การไว้วางใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Trust) และเมื่อเรามีความไว้วางใจกัน ระหว่างบุคคล ก็สามารถมอบหมายอำนาจ ในการบริหารให้ แก่บุคคลหรือกลุ่มคนนั้นได้ และ เมื่อมีการกกระจายอำนาจ และทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน ก็จะเกิดผลใน การบริหารงานขององค์กรที่มีประสิทธิผล ต่อไป</p>
<p>สำหรับหลักสูตร The 7 Habits เป็นการสอนให้เกิดในเรื่องของการสร้าง Level ที่ 1 และ 2 คือเป็นการสร้าง ให้เกิดความไว้วางใจ ในตัวบุคคล และนำไปสู่ความไว้วางใจ ต่อกันกับผู้อื่น ซึ่งประเด็นนี้ จะเห็นได้ว่า คำว่า Empowerment จะต้องมีการพัฒนา ผู้ความรู้ความสามารถ ของคนที่จะมา รับมอบอำนาจก่อน การกระจายอำนาจ จึงจะเกิดประโยชน์แก่องค์กร และเมื่อคนที่รับ มอบอำนาจ มีความสามารถและไว้วางใจได้ ก็จะเกิดการพัฒน ความคิดในการทำงาน ไม่ใช้ทำงานเฉพาะตาม Job ที่ได้รับมอบหมาย</p>
<p>อุปนิสัย 7 ประการ</p>
<p>1.4 วงจรวุฒิภาวะ (The Maturity Contunuum) : เป็นการแสดงความสัมพันธ์ ระหว่าง 7 อุปนิสัย โดยแบ่งเป็น</p>
<p>ชัยชนะส่วนตน (Private Victory) ชนะใจตน ประกอบด้วย 3 อุปนิสัย ;</p>
<p>Be Proactive</p>
<p>คนที่มีนิสัย “Proactive” คือคนที่เลือกที่จะเป็น เลือกที่จะทำ คือคนที่ “รู้ตัวว่าเลือกได้” คนที่มีนิสัยแบบนี้ จะมีความกระตือรือล้น เป็นคนที่ Active เป็นคนที่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร คนที่ Proactive จะไม่รอให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับตัวเขา แต่เขาจะเป็น คนทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ด้วยตัวเขาเอง เพราะเมื่อเขาเลือกที่จะเป็น เมื่อเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เขาก็จะมีความริเริ่มที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในทันที</p>
<p>Begin with the end in Mind (เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ)</p>
<p>Put First Things First (ทำสิ่งทีสำคัญก่อน)</p>
<p>ถ้าเราสามารถฝึก 3 อุปนิสัยแรกทั้ง 3ได้ จะทำให้นำไปสู่ การที่เราสามารถพึงพาตนเองได้ (Independence) และหลุดพ้นจาก การพึ่งพาผู้อื่น (Dependence) เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ซึ่งทั้ง 3 นิสัยดังกล่าว เป็นการเรียนรู้การฝึกตนเอง เพื่อให้เกิดการสร้างวินัยให้ตนเอง</p>
<p>ชัยชนะในสังคม (Public Victory) ชนะใจผู้อื่น ประกอบด้วย 3 อุปนิสัย :</p>
<p>Think Win-Win (คิดแบบ ชนะ-ชนะ)</p>
<p>Seek First to Understand Then to Be Understood (เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา)</p>
<p>Synergie (ผนึกพลังประสานความต่าง)</p>
<p>เมื่อเรามีความน่าไว้วางใจและสามารถพึงพาตนเองได้ (dependence) และ มีการฝึกฝนอุปนิสัยที่ 4-6 จะนำไปสู่ ความไว้วางใจระหว่างบุคคล และเกิดการพึงพาซึ่งกันและกัน (Interdependence) และจะนำไปสู่การสร้าง ความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ระหว่างบุคคลที่ยืนยาว การฝึกฝน โดยใช้อุปนิสัยสุดท้าย</p>
<p>Sharpen the Saw (ลับเลื่อยให้คม)</p>
<p>สำหรับอุปนิสัยที่ 7 เป็นการฝึกฝนในการปฏิบัติอุปนิสัยทั้ง 6 อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครที่จะสามารถฝึกให้บรรลุ อุปนิสัยทั้ง 7 ได้ตลอดเวลา จะมีการกลับไปกลับมาของนิสัยเสมอ เมื่อมีสิ่งเร้าจากภายนอก แต่ถ้ามีการฝึกฝนอยู่เสมอ การเบี่ยงเบนของอุปนิสัย ต่อสิ่งเร้าก็จะเกิดขึ้นน้อย</p>
<p>1.5 Three-Person Teaching : เป็นหลักที่น่าสนใจและนำมาปฏิบัติในองค์กร กล่าวคือ การเรียนรู้สิ่งใดให้เกิดความเข้าใจ ในขณะเรียน จะต้องสมมุติเสมอว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะต้องนำสิ่งที่เราเรียนรู้หรือเข้าใจไปสอนต่อให้ผู้อื่น / และในทางปฏิบัติ มีหลักในการปฏิบัติดังนี้</p>
<p>Capture : จับประเด็นแนวคิดพื้นฐาน</p>
<p>Expand : เพิ่มประสบการณ์ หรือความรู้ของตนเองเข้าไป เพื่อเพิ่มความเข้าใจ</p>
<p>Apply : การนำไปปฎิบัติในชีวิตประจำวัน และถ่ายทอดตัวอย่างต่างๆ ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้</p>
<p>1.6 Basic Change Model : (แบบจำลองพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง)</p>
<p>See : what we see drive what we do / การมองที่แตกต่างกัน ของแต่ละคน ทำให้เกิดการกระทำ (Do) ที่แตกต่างกัน</p>
<p>DO : เป็นการกระทำที่เกิดจากการมอง</p>
<p>GET : ผลที่ได้จากการกระทำ / ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการมองและทัศนะคติใหม่ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยน พฤติกรรม</p>
<p>1.7 องค์ประกอบพื้นฐานของอุปนิสัยทั้ง 7</p>
<p>Principle (หลักการ) : กฎธรรมชาติ หรือความจริงขั้นพื้นฐานอยู่ภายนอกตัวเรา ซึ่งมาคู่กับคำว่า ค่านิยม (Value) ซึ่งเป็นความเชื่อ หรือ อุคมคติที่เราเลือกขึ้นเอง ซึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนาอุปนิสัยที่ดี ต้องเลือกปฏิบัติ ในสิ่งที่เป็นค่านิยม ที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการ (Value บางอย่างเป็น Principle บางอย่างไม่เป็น )</p>
<p>Paradigms (กระบวนทัศน์หรือกรอบความคิด) : เป็นตัวที่ทำให้คนเรามองสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน ถ้าเราเปลี่ยนกรอบความคิด จะนำไปสู่การมองที่แตกต่างไป ใน วงจร See / Do / Get และมีคำกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกือบทุกครั้ง ทางวิทยาศาสตร์ ก่อนอื่นต้องเป็นการฉีกออกจากแนวเดิม วิธีการคิดแบบเดิมๆ หรือ กรอบความคิดแบบเก่านั่นเอง” นอกจากนี้ในเรื่องของกรอบความคิดจะมีอิทธิพลพลมาจาก กระจกเงาสังคม (The Social Mirror) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนจาก ความทรงจำของการที่ผู้อื่นมองเห็นเราอย่างไร และ ความเชื่อที่กลายเป็นความจริง (Self-Fulfilling Prophecy) เช่น การทีเราคิดว่าคนๆหนึ่งไม่มีความสามารถ เราจะคอยช่วยเหลือเขา และคอยปกป้องเขามากเกินควร ด้วยความกลัวว่าเขาจะล้มเหลว ทำให้ขาดการให้โอกาสที่จะให้เขาทำอะไรด้วยตนเอง</p>
<p>Processes (กระบวนการ) ชุดของกิจกรรมทางความคิด หรือ กายภาพซึ่งเชื่อมโยงกัน</p>
<p>1.8 ความสมดุลของ Production (P) และ Production Capability (PC)</p>
<p>เราจะต้องรักษาสมดุลระหว่าง P/PC เช่น ดูแลบำรุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพดี จึงจะสามารถให้ ผลผลิตที่ดีได้ และคำว่า PC รวมไปถึงบุคลากรในองค์กรด้วยซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในองค์กร</p>
<p>1.9 The Emotional Bank Account (บัญชีออมใจ) เป็นการเปรียบเทียบสำหรับปริมาณของความไว้วางใจที่คนอื่นมีต่อเรา ซึง การกระทำของเรา มีผลกับ การฝาก หรือ ถอน ความมั่นใจในตัวเรา ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องทำเสอม คือ การเติมบัญชีออมใจของเรากับ เพื่อนๆ หรือบุคคลรอบข้างของเรา</p>
<p>กรอบความคิดของอุปนิสัยทั้ง 7 ประการ The 7 Habits (อุปนิสัย 7 อย่าง)</p>
<p>เริ่มจากการพึ่งพาผู้อื่น นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน</p>
<p>ชนะใจตน</p>
<p>1. เป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (โปรแอกทีฟ)</p>
<p>2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ</p>
<p>3. ทำตามลำดับความสำคัญ</p>
<p>ชนะใจผู้อื่น</p>
<p>4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ</p>
<p>5.เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา</p>
<p>6. ประสานพลัง</p>
<p>7. ลับเลื่อยให้คม</p>
<p>อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน ( Individuals are responsible for their own choices and have the freedom to choose.) “ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเอง” “เราเป็นอย่างที่เราเป็น หรือเป็นอย่างที่เขาพูด”การรุก คือ การทำให้ดีที่สุด ตั้งแต่ครั้งแรก (อย่าคิดว่าจะสามารถแก้ไขครั้งที่ 2 ได้อีก “ฉันทำได้”สิ่งที่จำเป็นต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ให้พยายามทำจิตใจให้ชอบ ทำซ้ำ ๆ จนเข้าไปอยู่ในจิตใจของตนเอง</p>
<p>Be Proactive คือ อะไรไม่เคยทำ ต้องเรียนรู้ ทำให้ได้ ทำให้เกิดความชำนาญ</p>
<p>การคิดแนวรุก คือ การตัดสินปัญหาแก้ไขได้ อย่าให้สิ่งภายนอกตัดสินเรา ฉันเลือกที่จะไป ฉันควบคุมความรู้สึกของฉันได้</p>
<p>แก่นสารของความอยู่รอด</p>
<p>อย่าไปสนใจว่าใครทำอะไร ให้สนใจเฉพาะว่า ตนเองทำอะไร ทำดีหรือยัง เพื่อที่จะเปิดเกมส์รุกได้ เช่น หัวหน้าว่า คือ เรื่องของหัวหน้า เรื่องของเรา คือ งานที่เราต้องทำ ทำไป อย่าสนใจสิ่งที่หัวหน้าว่า จนทำให้เราไม่สามารถทำงานในส่วนที่เรารับผิดชอบ</p>
<p>ความมีอิสระในการเลือก เช่น Self Awareness (เตือนตนเอง ให้รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร) Imagination</p>
<p>(ใช้สมองคิดว่าตอบโต้ให้เป็นการออมบัญชีความรู้สึก) Conscience (สติ) Independent Will (อิสระในความคิด)</p>
<p>อย่าสนใจสิ่งที่มากระทบระหว่างทางก่อนถึงความสำเร็จหรือเป้าหมาย ปล่อยวางมันไป มุ่งไปสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมาย</p>
<p>&#8211; ตอบสนองตามค่านิยม โดยไม่ยอมให้ อิทธิพลภายนอก (อารมณ์ ความรู้สึก หรือ สภาวการณ์) มาควบคุมการตอบสนองของตน</p>
<p>&#8211; รับผิดชอบต่อ พฤติกรรมของตนเอง (ทุกคนมีอิสระในการเลือกที่จะทำอะไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตามมาจากสิ่งที่เราเลือก)</p>
<p>&#8211; มุ่งเน้นที่ Circle of Influence (หาทางแก้ไขปัญหาเพื่อกำจัดความกังวล หรือ ไม่มองหรือคิดกังวลแต่เรื่องปัญหา) และถ้าฝึกไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่ระดับ ให้อภัยต่อผู้อื่น (Transition Figure)</p>
<p>ผู้บริหารที่ดี จะต้องมีหลักการบริหาร 5 ข้อ คือ</p>
<p>Personal Mastery มุ่งสู่ความเป็นเลิศ – สมอง (ความคิดสร้างสรรค์) – innovation</p>
<p>Mental Models วิธีคิดมุมมอง – channel (ช่องทาง) เช่น ตัวอย่างสินค้า เช่น แชมพู เป็นต้น</p>
<p>Shared Vision ประสานวิสัยทัศน์ – แบ่งปันความคิด – เรียนรู้นิสัยใจคอกัน</p>
<p>Team Learning เรียนรู้การทำงานเป็นทีม (Top – Down/ Down – Top)</p>
<p>Systems Thinking (คิดเป็นระบบ)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Mental creation precedes physical creation)</p>
<p>จิต คือผู้เดินทางอยู่เหนือมิติแห่งกาลเวลา ทุกอย่างเริ่มต้นที่จิต</p>
<p>เจตนา เป็นเครื่องชี้กรรม ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม</p>
<p>ความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก เริ่มสะสมความสำเร็จด้วยระยะเวลาที่ท่านไปอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>You are what you think.</p>
<p>การเรียน คือ ฟังด้วยหู การอบรม การพัฒนา</p>
<p>ความร่วมมือเป็นทีม/ ความคิดที่ช่วยกันแก้ปัญหา/ ความรับผิดชอบหน้าที่ตนเองให้ดี</p>
<p>การที่มนุษย์จะประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อย่าติดกับกรอบความคิด (สิ่งที่เราเห็นแล้วคิด เกิดความเข้าใจไปเอง ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้)</p>
<p>มนุษย์ควรหาความสามารถ เพื่อทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะทำงานให้เหมือนว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต</p>
<p>Think smart – ชี้เฉพาะ วัดได้ เป็นไปได้ เชื่อถือได้ มีตัวตน</p>
<p>จินตภาพ = Mind Map</p>
<p>วันใดที่คิดอยากจะทำอะไรที่ดี ให้เขียนไว้เพื่อให้จำได้ และต้องทำให้สำเร็จ ระวังทัศนคติที่ทำลายตัวเอง เช่น ขี้เกียจ ท้อแท้ พลัดวันประกันพรุ่ง วิตกกังวล ฯลฯ เ พราะจะทำให้เราไม่สามารถไปถึงความสำเร็จได้ การปรับเปลี่ยนกรอบความคิด โดยมีหลักการ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เข้าใจถึง ความไม่เที่ยงแท้ ฯลฯ</p>
<p>สมองมี 2 ซีก คือ ซีกซ้าย (ปัญญา) ซีกขวา (อารมณ์) การฝึกสมองด้านขวาโดยจินตนาการให้แข็งแกร่ง ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน</p>
<p>อย่ายึดมั่นถือมั่นจนกลายเป็นคนหลงและผิดพลาด ยึดกับกรอบของตนเอง</p>
<p>ยุทธศาสตร์ – วางแผน – ตัดสินใจทำ- คาดการณ์ว่าจะเพิ่มกี่ % – คิดว่าจะทำอย่างไร-ลงมือทำ</p>
<p>&#8211; การเริ่มต้นที่จุดมุ่งหมายในใจ คือ การสร้างหรือวางแผน การออกแบบ และ วางโครงร่างสำหรับสิ่งที่เราต้องการจะเป็น ก่อน โดยคิดหลายๆ ทางเลือก และ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในใจก่อน แล้วค่อยนำความคิดนั้นมาปฏิบัติ ให้เกิดผล ตามความคิดหรือสิ่งที่เราคาดหวังไว้</p>
<p>&#8211; การฝึกฝน อุปนิสัยที่ 2 นี้ ต้องเริ่มต้นที่ ต้องตั้ง Personal Mission ก่อน แล้ว จาก Personal Mission ค่อยๆ แตกมาเป็น Activity ย่อยๆ ในการทำอะไรในแต่ละช่วงของชีวิต และ ทบทวนสิ่งที่เรากระทำว่า support หรือ เป็นไปตาม Mission ที่เราอยากได้ หรือ อยากเป็น หรือไม่</p>
<p>&#8211; นิสัยข้อนี้เป็นการสร้าง ความปรารถนา และแรงจูงใจ ให้ทำในสิ่งที่เราควรจะทำ แต่เรามัก ผลัดวันกับตัวเองเสมอ</p>
<p>อุปนิสัยที่ 3 Put First Things First ลำดับความสำคัญก่อนหลัง (Effectiveness requires balancing important relationships, roles, and activities.)</p>
<p>&#8211; อุปนิสัยนี้เป็นการฝึก การบริหารเวลา โดยต้องจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยจะโยงมาจาก Personal Mission คือทำในสิ่งที่ support mission ชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง คือ คิดว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร เริ่มจากอะไรก่อน โดยตอบรับในสิ่งที่ดีและปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ดี ทุกคนมีต้นทุน คือ เวลาที่เท่ากัน 24 ช.ม. แต่ต่างกันในการใช้เวลาให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างไร</p>
<p>การสั่งสม (คุณลักษณะที่ดีที่ควรสะสมไว้) การลบล้าง (สิ่งที่ควรเลิก)</p>
<p>ความเมตตากรุณาและสุภาพ</p>
<p>รักษาสัญญา</p>
<p>ทำตามความคาดหวัง</p>
<p>ซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์</p>
<p>กล่าวขอโทษ คำทักทาย คำขอบคุณ</p>
<p>เอาใจใส่คนในครอบครัว พูดคุย</p>
<p>รับประทานอาหารร่วมกัน</p>
<p>นอนให้ได้วันละ 6 ช.ม. เต็ม</p>
<p>ออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละ 15 นาที</p>
<p>สงบจิตใจทุกวัน ๆ ละ 15 นาที</p>
<p>อ่านหนังสือทุกวัน ๆ ละ 30 นาที</p>
<p>ความโหดร้าย ความหยาบคาย และอบายมุขต่าง ๆ</p>
<p>ไม่รักษาสัญญา</p>
<p>ทำลายความคาดหวัง</p>
<p>ไม่ซื่อสัตย์และตีสองหน้า</p>
<p>ยโส หลอกลวง</p>
<p>ทะะเย่อหยิ่งดูละครโทรทัศน์จนดึก</p>
<p>ผลัดวันประกันพรุ่ง</p>
<p>ทะเลาะกันในครอบครัว</p>
<p>เอาความเครียดจากงานมาระบายกับคนในบ้าน</p>
<p>&#8211; ใช้หลักในการแบ่ง สิ่งที่ต้องทำออกเป็น 4 ส่วนคือ</p>
<p>I. สำคัญ และ เร่งด่วน (Emergency Job)</p>
<p>II. สำคัญ แต่ ไม่เร่งด่วน (Planing Job) ถ้า Plan ไม่ดี จะกลายไปเป็น ข้อ I</p>
<p>III. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Yes Man คือ ใครชวนทำอะไร ทำหมด)</p>
<p>IV. ไม่สำคัญ และ ไม่เร่งด่วน (สิ่งบันเทิง ที่เกินความจำเป็นในชีวิต ) ต้องเลิกทำ</p>
<p>1. Urgent (เร่งด่วน) Important (สำคัญ)</p>
<p>เช่น วิกฤตการณ์ การแก้ปัญหางานเฉพาะหน้า 2. Unurgent (ไม่เร่งด่วน) Important (สำคัญ)</p>
<p>เช่น การวางแผน การพักผ่อนหย่อนใจ การวางแผน</p>
<p>3.Urgent (เร่งด่วน) Unimportant (ไม่สำคัญ)</p>
<p>เช่น การรับโทรศัพท์ รายงาน ปิดประชุม</p>
<p>4. Unurgent (ไม่เร่งด่วน) Unimportant(ไม่สำคัญ)</p>
<p>เช่น การดูละครโทรทัศน์ กิจกรรมเสียเวลาต่าง ๆ</p>
<p>&#8211; สรุป คือต้องเลือกทำในข้อ I &amp; II และ พยายามอย่าปล่อยให้ ข้อ II กลายมาเป็นข้อ I (Try to Keep Schedule)</p>
<p>Permanent change – Result/Action/Think/Idea/Conditioning</p>
<p>Strategy – Change Condition/New Idea/Positive Thinking/Focus Action/Better Result</p>
<p>Put First Think First คือ หน้าที่เราทำอะไร ให้ทำตามนั้นเป็นอันดับแรก ให้ได้ Productivity</p>
<p>อุปนิสัยที่ 4 Think Win-Win (Effective long-term relationships require mutual benefit)</p>
<p>&#8211; แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน</p>
<p>&#8211; ให้ความร่วมมือ ไม่ใช่แข่งขันชิงดีกัน</p>
<p>&#8211; เน้นการฟัง ใช้เวลาในการสื่อสารกันให้ยาวนานขึ้น และ พูดคุยกันด้วยความกล้าแสดงออก</p>
<p>&#8211; จุดประสงค์ ของ การฝึกนิสัยที่ 4 คือ การสร้าง ความเชื่อซึ่งกันและกัน (Interpersonal Thrust ) หากเราคิดชนะ วันหนึ่งเราก็ต้องแพ้ หากเราปรองดองกันมีแต่ ชนะ-ชนะ เราควรฝึกให้คนคิดและต้องการสิ่งนั้นด้วยตัวเขาเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>วุฒิภาวะ คือ การแสดงความคิดและความรู้สึกของตนเองด้วยความกล้าแสดงออก และด้วยความเอาใจใส่ต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น</p>
<p>Character (คุณลักษณะ) + Competence (ความรู้ความสามารถ) นำไปสู่ Trustworthiness (ความน่าไว้วางใจ) นำไปสู่ Trust (ความไว้วางใจ) รวมกันเป็น ความสัมพันธ์ (Relationship)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นิสัยที่มีประสิทธิภาพ (Effective Habits Internalized Principles and Patterns of Behavior) ประกอบไปด้วย</p>
<p>Knowledge &amp; Skill (What to, Why to)</p>
<p>Skills (How to) ทำซ้ำ ๆ กลายเป็น Habit (นิสัย)</p>
<p>Desire = I want to (ความต้องการ)</p>
<p>กรอบความคิด คือ สิ่งที่เห็นเข้ากระบวนการความคิด ประสบการณ์เฉพาะบุคคล ค่านิยมเฉพาะคน สิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของตน ออกมาเป็น กรอบความคิดเฉพาะของตนเอง</p>
<p>กรอบความคิด หรือ กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นวิธีการที่บุคคลรับรู้ มองเห็นเข้าใจ และตีความโลกที่อยู่รอบตัว เปรียบเสมือนแผนที่ในใจ บุคคล เป็นผลผลิต ของ การเรียนรู้ และ ประสบการณ์ และไม่มีบุคคลที่สองที่จะมีความรู้แบบเดียวกัน ดังนั้น จึง ไม่มีบุคคลสองคน ที่จะตึกรอบความคิดลักษณะเดียวกัน</p>
<p>กรอบความคิด เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดการการกระทำ ส่งผลต่ออนาคตของตนเองและผู้อื่น คนจะต้องคิดและควบคุมความคิดให้ได้</p>
<p>การกระทำอย่างเดียวกัน บางคนมีความสามารถในการทำงานให้เสร็จเร็วหรือช้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตัดสินใจของแต่ละคน คนที่อยู่ข้างหน้า มีผลต่างจากคนที่อยู่ข้างหลัง รางวัลที่ได้ มีผลต่างกันมหาศาล แม้ว่าจะทุ่มสุดตัว เช่น การวิ่งแข่ง ที่ 1 มีความแตกต่างจากที่ 2 ดังนั้น เราจะต้องคิดให้ทันกับการการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>
<p>ความผิดที่ไม่ก่อความเสียหายในทางศีลธรรมไม่ถือว่า เป็นสิ่งเลวร้าย ความผิด คือ สิ่งที่ทำให้คนก้าวหน้าจาก การพัฒนาสิ่งที่ผิด ให้ทำถูกและดีขึ้น</p>
<p>ปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องคำนึง คือ เป้าหมายสูงสุดที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยน คือ วิธีการ อย่ายึดวิธีการเดิม ๆ ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความสำเร็จ คือ มีชีวิตเป็นอิสระ ที่เกิดจาก ความมุ่งมั่นให้ได้เป้าหมาย (Mission) + สิ่งที่ต้องการจะไป (Vision) + พลังผลักดัน (Passion)</p>
<p>การเรียนรู้ คือการเปลี่ยนแปลงการกระทำ เกิดเป็นพฤติกรรมแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ความรู้ ดึงความคิดที่เป็นนามธรรมมาเป็นการกระทำ ซึ่งเป็นรูปธรรม</p>
<p>กรอบความคิดใหม่ คือ ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส</p>
<p>การว่าใคร ให้คิดเสมอว่า เราเอากรอบความคิดเราว่าเขา = เราว่าตัวเราเอง</p>
<p>กรอบความคิด สร้างจากอารมณ์ + ความคิด</p>
<p>ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา</p>
<p>Principle = หลักการที่เป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่</p>
<p>ถ้าไม่มีการสูญเสีย จะไม่มีการได้มา ต้องเสียสละ อดทน จึงจะได้มา นี่คือหลักการ</p>
<p>Independence = การพึ่งพาตนเองได้ Interdependence นำไปสู่ Globalization การผูกพันพึ่งพาคนหนึ่งคน มีผลกระทบต่อตนเอง และผู้อื่น ให้ระลึกไว้เสมอว่า “เราจะร่วมกันทำอย่างไรดี”</p>
<p>สงบจิตใจวันละ 15-30 นาที ทบทวนสิ่งที่ทำในแต่ละวันทุก ๆ วัน สร้างภาพความสำเร็จของตนเองให้ชัดขึ้นทุก ๆ วัน – กล้าพูด กล้าทำ</p>
<p>คนพยายามมองโลกอย่างที่ต้องการเห็น ไม่มองอย่างโลกที่เป็นอยู่</p>
<p>คุณลักษณะ (Character) + ความรู้ความสามารถ (Competence) นำไปสู่ ความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) และนำไปสู่ความไว้วางใจ (Trust)</p>
<p>การทำงานร่วมกันอยู่ตรงที่ว่า รู้จักเอาวัตถุประสงค์ของงานเป็นหลัก ไม่ใช่เอาเรื่องใจชอบหรือไม่ชอบเป็นเกณฑ์</p>
<p>ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดอยู่กับที่ไม่ว่าบุคคลหรือวัตถุ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะคิดและทำให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงอย่างไร นักต่อสู้ที่แท้ ย่อมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รากฐานความก้าวหน้า 5 ประการ (5 Pillars) คือ</p>
<p>Productive – ผลผลิตขององค์กร เป็นตัวชี้วัดความสามารถของผู้บริหารและบุคคลในองค์กร</p>
<p>Participate – การร่วมมือการยอมรับ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน การให้ความร่วมมือที่ดีต่อกัน</p>
<p>Positive – ความคิดบวก การมีมุมมองที่กว้างไกล มองโอกาสที่ซ่อนตัวอยู่ในปัญหาทุกปัญหาได้ออก รู้จักคิด ความคิดเป็นตัวเริ่มต้นที่จะจุดประกายไฟทุกอย่าง ความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้คนทำอะไรที่เป็นประโยชน์</p>
<p>Patriotic – ความผูกพันความรัก ความเสียสละให้กับองค์กร เพื่อให้บริษัทอยู่ได้ เราก็อยู่ได้</p>
<p>Professionals – การเป็นมืออาชีพ จะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ คือ ตาถึง – ต้องมองอะไรกว้าง มองไกล มองลึกซึ้ง มองให้เห็นที่มาที่ไป มองเห็นภาพรวมภาพย่อย มองเห็นความชัดเจนของข้อมูล การมองกว้าง – ความลึกซึ้งเป็นเรื่องของประสบการณ์และทักษะจะต้องมีควบคู่กันไป มองเห็นรายละเอียด เห็นที่มาที่ไปโปร่งใส</p>
<p>ใจถึง – กล้าตัดสินใจ แต่จะต้องตัดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด</p>
<p>มือถึง – ทำอะไรต้องเก่ง หากเราไม่เก่ง ก็ขอความร่วมมือจากบุคคลอื่น ๆ ได้ เพียงใช้ศิลปะการเข้าไปนั่งในใจคนให้เป็น</p>
<p>เงินถึง – เงินในที่นี้ หมายถึง สมองมนุษย์ คนมีสมองก็เหมือนมีเงิน เศรษฐีของโลกร่ำรวยมาจากการใช้สมองมากกว่าขนเงินมาลงทุน</p>
<p>บุญถึง – เป็นคนมีความสุข จิตใจสงบ ทำดี ผลมาย่อมดี</p>
<p>คนที่เข้มแข็ง อดทน และเชื่อมั่นเท่านั้นที่จะยืนอยู่บนฝั่งแห่งความสำเร็จได้</p>
<p>ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ (Responsive Listening Skills)</p>
<p>โดยไม่ใช้คำพูด โดยใช้คำพูด</p>
<p>&#8211; ฟังอย่างสนใจ</p>
<p>&#8211; มีสีหน้าที่เอาใจใส</p>
<p>&#8211; สบตา</p>
<p>&#8211; พยักหน้า</p>
<p>&#8211; เอนตัวมาข้างหน้า</p>
<p>&#8211; เล่าต่ออีกซิครับ/ค่ะ</p>
<p>&#8211; อ้อ/ งั้นหรือ/ จริงหรือ</p>
<p>&#8211; ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ…กรุณาเล่า อีกครั้งได้ไหมครับ</p>
<p>เทคนิคการใช้สูตร Taking the heat ในการรับฟัง</p>
<p>H – Hear them out (ตั้งใจรับฟัง)</p>
<p>E – Empathize (แสดงความเห็นอกเห็นใจ)</p>
<p>A – Apologize (ให้อภัย)</p>
<p>T – Take responsibility for action (รับผิดชอบในการแก้ไข)</p>
<p>อุปนิสัยที่ 5 Seek First to Understand , Then to Be Understood (การวินิจฉัยโรคต้องมาก่อนการจ่ายยา ความเข้าใจได้มาจากการฟัง)</p>
<p>&#8211; อุปนิสัยนี้ เป็นการฝึก การฟัง โดยพยายามให้เป็นการฟังแบบ เข้าอกเข้าใจกัน</p>
<p>&#8211; มักจะพบว่าในองค์กร มีคนที่มักจะ ตัดสินใจ หรือ ออกคำสั่ง โดยยังไม่ได้ ทำความเข้าใจกับ สิ่ง ที่ผู้สื่อสาร ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือ เพื่อนร่วมงาน ต้องการให้เราเข้าใจ</p>
<p>อุปนิสัยที่ 6 Synergize (ผลรวมที่ได้รับทั้งหมดมีค่ามากกว่าการเอา แต่ละส่วนมาร่วมกัน)</p>
<p>&#8211; ถ้าเราสามารถ ฝึก อุปนิสัยที่ 4 และ 5 ผ่านแล้ว จะทำให้เราสามารถ ผนึกพลังแนวความคิด ที่แตกต่างของแต่ละคน มาช่วยกันเป็นจุดเสริม เป็นทางเลือกใหม่ ทีมีประสิทธิผลมากขึ้น</p>
<p>&#8211; ผลรวมทั้งปวงจะมากกว่าการเอาแต่ละส่วนประกอบมาบวกกัน เช่น การเกิด Synergize ไม่ใช้การหารือร่วมกันเพื่อเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งของแต่ละคน แต่เป็นการนำ ข้อดีของแนวทางของแต่ละคน มารวมกันเป็นทางเลือกใหม่ ให้มีประสิทธิผลการขึ้น กว่าการนำแนวทางของแต่ละคนมารวมกัน</p>
<p>อุปนิสัยที่ 7 Sharpen the Saw (Production (results) requires development of Production Capability (resources) )</p>
<p>&#8211; เป็นการฝึกฝนอุปนิสัยทั้ง 6 ให้คมอยู่เสมอ โดยแบ่งเป็น</p>
<p>การฝึกฝน ด้านกายภาพ (ทำร่างกายให้สมบูรณ์)</p>
<p>การฝึกฝน ด้านสติปัญญา (อ่าน หนังสือ หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ)</p>
<p>การฝึกฝน ด้านจิตวิญญาณ ( ทำสมาธิ หรือ การใช้เวลากับธรรมชาติ)</p>
<p>เสียอะไรเสียได้อย่าเสียใจ เพราะมันหมายถึงการสูญสิ้นทุก ๆ อย่าง</p>
<p>อดีตจบไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบัน ขณะจิตให้ดีที่สุด</p>
<p>ความคิดมีตัวตน คนจะเป็นอย่างที่คิด จงพูดอย่างที่คิดและทำอย่างที่พูด</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/7-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/">7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง The Seven Habit of Highly Effective People</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
