<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ค่าทำบัญชี Archives - Scholar</title>
	<atom:link href="https://www.scholaraccounting.com/tag/%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.scholaraccounting.com/tag/ค่าทำบัญชี/</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Mon, 24 Feb 2020 04:43:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2019/12/scholar-favicon.png</url>
	<title>ค่าทำบัญชี Archives - Scholar</title>
	<link>https://www.scholaraccounting.com/tag/ค่าทำบัญชี/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ลักษณะและปัจจัยของการวางระบบบัญชีภายใน</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 07:17:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5824</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการวางระบบบัญชีภายในเป็นเรื่องสำคัญในการได้ข้อมูลท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7/">ลักษณะและปัจจัยของการวางระบบบัญชีภายใน</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-6156 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/11.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/11.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/11-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/11-768x644.png 768w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>เมื่อการวางระบบบัญชีภายในเป็นเรื่องสำคัญในการได้ข้อมูลทางบัญชีและการเงินมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นการวางระบบบัญชีจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารกิจการควรเข้ามาเรียนรู้ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจจะได้ไม่สะดุดไปกับปัญหางานในด้านบัญชีของบริษัท</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริงและข้อพึงปฏิบัติที่ควรทราบเกี่ยวกับการวางระบบบัญชีภายใน</strong></p>
<p>เรื่องที่ควรรู้และระมัดระวังก็นับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการวางระบบบัญชีเช่นเดียวกัน แม้กิจการจะมีที่ปรึกษาบัญชีแล้วก็ตาม แต่หากได้รู้เรื่องเหล่านี้ไว้ ก็นับเป็นสิ่งที่ดีในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันก่อนการวางแผนบัญชี</p>
<ol>
<li>การวางระบบบัญชี ควรทำให้เหมาะสมกับกิจการของตนเอง ไม่เลียนแบบหรือทำตามผู้อื่น ในสิ่งที่ไม่เหมาะกับธุรกิจของตน</li>
<li>การวางระบบบัญชี ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักสำคัญที่ต้องการจริง ๆ ทั้งนี้ต้องมีการประชุมกันให้ชัดเจนในระหว่างการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์</li>
<li>ระหว่างระบบบัญชีที่ยอดเยี่ยมตามทฤษฎีกับระบบบัญชีที่เหมาะสมกับกิจการในการป้องกันการทุจริต ในแบบที่สองแม้จะไม่ตรงตามตำรา แต่ก็สมควรเลือกใช้มากกว่า</li>
<li>ในการวางระบบบัญชีภายใน จำเป็นต้องมีกำหนดการทำรายงานนำเสนอในช่วงเวลาที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า และทำให้ได้ตามกำหนด เพื่อประโยชน์ต่อการใช้ข้อมูลในการบริหารงาน</li>
<li>มีความเป็นไปได้ว่า ระบบบัญชีที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน นับเป็นระบบบัญชีที่ดีที่สุด จึงควรรับฟังความเห็นของผู้ปฏิบัติงานด้วยในการปรับปรุง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ทำได้อย่างถูกต้องและใช้ระบบบัญชีในการควบคุมบริหารอย่างเต็มประสิทธิภาพ</li>
<li>ระบบบัญชีที่ดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่ดีที่สุดเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไป ผู้ปฏิบัติงานจึงควรได้รับการปลูกฝังให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นความผิดของตนเอง เพราะจะทำให้ขาดกำลังใจในการทำงาน</li>
<li>การวางระบบบัญชีในปัจจุบันควรเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการบันทึกข้อมูลตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมในอนาคตเพราะยิ่งต่อ ๆ ไปเมืองไทยยิ่งมีแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานมากขึ้น</li>
<li>ระบบบัญชีสำเร็จรูป อาจไม่ได้ตอบโจทย์ของกิจการแบบ 100% แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนเขียนโปรแกรมเฉพาะอาจจะดีกว่า หรือออกแบบวางระบบบัญชีเพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมสำเร็จรูปให้มากที่สุด</li>
</ol>
<p><strong>ลักษณะของการวางระบบบัญชีที่ดี</strong></p>
<p>1.การวางระบบบัญชีที่ดีต้องสามารถสะท้อนให้เห็นแนวคิดในการบริหารกิจการว่ามีความรอบคอบ รัดกุมแค่ไหน</p>
<p>2.ระบบบัญชีที่ดี ต้องมีกลไกในการควบคุมความเสี่ยงเรื่องข้อผิดพลาดในการทำงาน และป้องกันช่องทางการรั่วไหลของสถานะการเงินขององค์กรได้ คือ มีระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่เปิดช่องว่างให้ใครคนใดคนหนึ่งทุจริตหรือควบคุมเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงคนเดียว</p>
<p>3.ลักษณะของระบบบัญชีที่ดีต้องตอบโจทย์การชำระภาษีรายเดือน รายปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการคลาดเคลื่อน หรือแก้ไขข้อผิดพลาดเฉพาะเทศกาล</p>
<p>4.ระบบบัญชีที่ดี ต้องตอบโจทย์ผู้บริหารในการบริหารจัดการข้อมูลได้</p>
<p>5.ระบบบัญชีที่ดีต้องมีลักษณะสะท้อนให้เห็นภาพจริงของกิจการเพื่อใช้ข้อมูลต่อสู้ทางธุรกิจกับคู่แข่งได้</p>
<p>6.ระบบบัญชีที่ดีต้องทำให้ผู้ปฏิบัติงานเห็นภาพการดำเนินการด้านบัญชีตั้งแต่ต้นจนสุดปลายทางได้ จะได้ช่วยกันทำให้เป็นระบบที่มีคุณภาพ รับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะของฝ่ายบัญชี</p>
<p>7.ระบบบัญชีที่ดีต้องมีการวางระบบที่สามารถทบทวน เก็บข้อมูลประเภทต่าง ๆ ที่ต้องการได้ทุกช่วงเวลาที่ต้องการ</p>
<p>8.ระบบบัญชีที่ดี ต้องสอดคล้องกับการบริหารบัญชี บริหารการเงิน บริหารทรัพย์สิน เงินลงทุน ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเสถียรภาพของธุรกิจได้</p>
<p>9.ระบบบัญชีที่ดีต้องมีการควบคุมความเสี่ยงของธุรกิจได้ในตัว ไม่พลั้งเผลอก่อให้เกิดเงินเฟ้อในกิจการ หรือภาวะการเงินตึงตัว</p>
<p><strong>ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดการวางระบบบัญชีภายในที่ดี</strong></p>
<ol>
<li>ผู้ทำหน้าที่วางระบบบัญชีภายใน จำเป็นต้องรู้ข้อมูลในบริษัทอย่างครบถ้วน และตามความเป็นจริง จึงจะวางระบบได้ดี</li>
<li>ผู้วางระบบบัญชี ต้องวางระบบบัญชีให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย คือ ง่ายต่อการเรียนรู้ และสามารถปฏิบัติตามระบบได้อย่างง่าย ๆ มีขั้นตอน รวมไปถึงมีรายละเอียดที่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง หรือแม้ต้องมีการเปลี่ยนผ่านงานสู่คนอื่นก็ทำต่อได้เลย</li>
<li>ผู้วางระบบบัญชี ต้องคำนึงถึงขั้นตอนการเดินเอกสาร การรับรองความถูกต้องของเอกสาร ต้องมีระบุเอาไว้ เพื่อไม่ต้องตามแก้ไขในอนาคต</li>
<li>ผู้วางระบบบัญชีต้องวางผังบัญชี กำหนดรหัสบัญชี อย่างรัดกุม วางเป็นผังมาตรฐานที่สามารถเพิ่มขยายหรือลดได้ โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งระบบ</li>
<li>ผู้วางระบบต้องออกแบบฟอร์มเอกสาร สมุดบัญชีต่าง ๆ ต้องมีการกำหนดให้มีรายละเอียดสอดคล้องกับความต้องการของกฎหมาย รวมถึงคำนึงถึงความต้องการรายงานที่ผู้บริหารต้องการทราบด้วย</li>
</ol>
<p>การวางแผนบัญชีที่ดี ต้องคำนึงถึงลักษณะและปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมให้มีการวางระบบบัญชีภายในที่ดี และหากไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ควรมีที่ปรึกษาบัญชีจากสำนักงานบัญชีคุณภาพที่พิจารณาแล้วว่า เหมาะสมและเข้าใจกิจการและเป็นมืออาชีพพอมาช่วยดำเนินการแทน สำหรับเจ้าของธุรกิจ ท่านใดที่กำลังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการวางระบบบัญชีภายในเพิ่มเติม ลองเข้ามาติดต่อสอบถามกับ Scholar Accounting เพื่อรับคำปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางระบบบัญชีภายในที่เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img decoding="async" class="size-full wp-image-6138 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/Rachelles-DanceParty-4-1.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/Rachelles-DanceParty-4-1.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/Rachelles-DanceParty-4-1-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/Rachelles-DanceParty-4-1-768x644.png 768w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7/">ลักษณะและปัจจัยของการวางระบบบัญชีภายใน</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค่าปรับภาษีนิติบุคคลที่หลายๆคนไม่เคยรู้</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 07:04:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5821</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; นิติบุคคล  (Juristic Persons)  หมายถึง บุคคลที่ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5/">ค่าปรับภาษีนิติบุคคลที่หลายๆคนไม่เคยรู้</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-6167 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/22.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/22.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/22-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/22-768x644.png 768w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" />นิติบุคคล  (Juristic Persons)  หมายถึง บุคคลที่กฎหมายสมมติให้มีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบได้ตามกฏหมายเหมือนบุคคลธรรมดา และสามารถกระทำการใดๆได้เช่นเดียวกับ บุคคลธรรมดา เช่น มีความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญา มีสิทธิในการเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินต่างๆ มีหน้าที่ในการเสียภาษี และเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ได้</p>
<p>กระนั้นนิติบุคคลก็ไม่สามารถกระทำการเหมือนกับบุคคลธรรมดาได้ทุกเรื่อง เช่น สิทธิในการจดทะเบียนสมรส สิทธิทางการเมือง เนื่องจากนิติบุคคลเป็นเพียงบุคคลสมมติที่ไม่มีชีวิต ร่างกาย และสติปัญญาเหมือนกับบุคคลธรรมดา</p>
<p><strong><u>สภาพนิติบุคคลจะเริ่มต้นเมื่อไหร่?</u></strong></p>
<p>&#8211; ถ้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน สภาพนิติบุคคลเริ่มต้นตั้งแต่จดทะเบียนตามกฎหมาย</p>
<p>&#8211; ถ้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน สภาพนิติบุคคลเริ่มต้นตั้งแต่พระราชบัญญัติที่จัดตั้งนิติบุคคลนั้นมีผลบังคับใช้</p>
<p><strong><u>ผู้แทนนิติบุคคลคืออะไร? </u></strong></p>
<p>ดังนั้นเมื่อนิติบุคคลไม่สามารถกระทำการบางอย่างได้เหมือนบุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องแต่งตั้ง “ผู้แทนนิติบุคคล” เพื่อให้ทำหน้าที่ได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา</p>
<p><u>ผู้แทนนิติบุคคล</u> คือ ผู้ทำหน้าที่แสดงเจตนาแทนตัวนิติบุคคล อาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งจะกำหนดไว้</p>
<p><u>ตัวแทนนิติบุคคล</u> หรือตัวแทน คือ ผู้ทำหน้าที่แทนตัวการ ตามสัญญาตัวแทน</p>
<p><strong><u>ประเภทของนิติบุคคล</u></strong></p>
<p>นิติบุคคลออกเป็น 2 ประเภท คือ</p>
<ol>
<li>นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีด้วยกัน 5 ประเภท ได้แก่</li>
</ol>
<ul>
<li>บริษัทจำกัด</li>
<li>ห้างหุ้นส่วนจำกัด</li>
<li>ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน</li>
<li>สมาคม</li>
<li>มูลนิธิ</li>
</ul>
<ol start="2">
<li>นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมหาชนอื่นๆซึ่งมีเป็นจำนวนมาก เช่น วัด จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การมหาชน เป็นต้น</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ภาษีที่ “นิติบุคลล” ต้องจ่าย </u></strong></p>
<p>เมื่อมีการจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนทำธุรกิจขึ้นมาเป็นนิติบุคคลประเภทใดแล้วก็ตาม ย่อมต้องมี “ภาษี” ของเจ้าของการทำธุรกิจในรูปแบบ “นิติบุคคล” ตามมานั่นเอง</p>
<p>ไม่ว่านิติบุคคลจะประกอบธุรกิจใดๆ การวางแผนธุรกิจถือเป็นเรื่องจำเป็น เช่นเดียวกับการวางแผนภาษีและมีที่ปรึกษาภาษีที่ดี ก็จะเป็นตัวช่วยให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปคุ้มค่าที่สุด</p>
<p>ภาษีที่นิติบุคคลที่จดทะเบียนในรูปแบบต่างๆ จะต้องจ่ายให้กับรัฐ มี 5 ชนิดภาษี ดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>ภาษีเงินได้นิติบุคคล</li>
</ol>
<p>คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายภาษีอากรที่ชือว่า &#8220;ประมวลรัษฎากร&#8221;</p>
<p>ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฏากร ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p>
<p>แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะมี 2 แบบ ก็คือ</p>
<p>(1) แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับภาษีสำหรับรอบบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี</p>
<p>(2) แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 51 ที่ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปีด้วยครับ</p>
<ol start="2">
<li>ภาษีหัก ณ ที่จ่าย</li>
</ol>
<p>คือ ภาษีที่คน “จ่าย” ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลต้อง “หัก” ไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้กับคนรับที่เป็นนิติบุคคลหรือคนธรรมดาก็ได้</p>
<p>ทุกครั้งที่มีการชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่ จ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานยื่นกับกรมสรรพากรว่าได้ถูกหักภาษีไว้จำนวนหนึ่งแล้ว เพื่อให้การเสียภาษีสิ้นปีมีจำนวนน้อยลงหรือไม่ต้องเสียเวลา</p>
<p>ทั้งนี้นิติบุคคลจะต้องแสดงแบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป</p>
<ol start="3">
<li>ภาษีมูลค่าเพิ่ม</li>
</ol>
<p>คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการประเภทต่างๆ โดยเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้ให้บริการผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก ส่งออก ผู้นำเข้า ซึ่งมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม</p>
<p>ทั้งนี้นิติบุคคลจะต้องแสดงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป</p>
<ol start="4">
<li>ภาษีธุรกิจเฉพาะ</li>
</ol>
<p>คือ ภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์</p>
<p>ทั้งนี้นิติบุคคลจะต้องแสดงแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) และในกรณีทั่วไปของธุรกิจ เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการให้กู้ยืมเงินจะเสียภาษีที่อัตรา 3.3% (รวมอัตราภาษีท้องถิ่น)</p>
<ol start="5">
<li>อากรแสตมป์</li>
</ol>
<p>คือภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง จะเรียกเก็บเมื่อมีการทำ “ตราสาร” ระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์</p>
<p>“ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึงเอกสารหรือสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ตราสารเช่าซื้อทรัพย์สิน</p>
<p><strong><u>ค่าปรับภาษีนิติบุคคลประเภทต่างๆ </u></strong></p>
<p>เมื่อมีการเสียภาษีชนิดต่างๆ ตามประเภทนิติบุคคลนั้นๆ แล้ว หากการชำระภาษีไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดก็อาจต้องมีการเสียค่าปรับตามแต่ประเภทของภาษีชนิดต่างๆ ด้วย โดยค่าปรับจากกรมสรรพากรของภาษีแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป ดังนี้</p>
<ol>
<li>ค่าปรับภาษีเงินได้นิติบุคคล</li>
</ol>
<p>1.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด.50, ภงด.51) กรณียื่นเกินกำหนดเวลา</p>
<ul>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลาภายใน 7 วัน ค่าปรับแบบ 1,000 บาท</li>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลามากกว่า 7 วัน ค่าปรับแบบ 2,000 บาท</li>
<li>กรณียื่นงบการเงินเกินกำหนดเวลา ค่าปรับ 2,000 บาท พร้อมทั้งชำระเงินเพิ่ม</li>
</ul>
<p>1.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)</p>
<p>**กรณียื่นแบบ ภงด.50 จะต้องยื่นพร้อมงบการเงิน แนบประกอบการยื่นแบบดังกล่าว</p>
<ol start="2">
<li>ค่าปรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย</li>
</ol>
<p>2.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภงด.1, 3, 53) ต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น</p>
<ul>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลาภายใน 7 วัน ค่าปรับแบบ 100 บาท</li>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลามากกว่า 7 วัน ค่าปรับแบบ 200 บาท</li>
</ul>
<p>2.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)</p>
<ol start="3">
<li>ค่าปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม</li>
</ol>
<p>3.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) ต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น</p>
<ul>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลาภายใน 7 วัน ค่าปรับแบบ 300 บาท</li>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลามากกว่า 7 วัน ค่าปรับแบบ 500 บาท</li>
</ul>
<p>3.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)</p>
<p>การเสียเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) แบ่งได้ 2 กรณี คือ</p>
<p>(1.) กรณียื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้) จะเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษี</p>
<p>(2.) กรณีไม่เคยยื่นหรือยื่นเกินกำหนดเวลา จะเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษี</p>
<p><strong>คำนวณเบี้ยปรับ ดังนี้</strong></p>
<ul>
<li>ถ้าชำระภายใน 15 วัน คิด 2% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
<li>ถ้าชำระภายหลัง 15 วันแต่ไม่เกิน 30 วัน คิด 5% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
<li>ถ้าชำระภายหลัง 30 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน คิด 10% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
<li>ถ้าชำระภายหลัง 60 วันนับจากวันพ้นกำหนดชำระภาษี คิด 20% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
</ul>
<ol start="4">
<li>ค่าปรับภาษีธุรกิจ</li>
</ol>
<p>4.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีธุรกิจ (ภธ. 40) ต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น</p>
<ul>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลาภายใน 7 วัน ค่าปรับแบบ 300 บาท</li>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลามากกว่า 7 วัน ค่าปรับแบบ 500 บาท</li>
</ul>
<p>4.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)</p>
<p>การเสียเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) แบ่งได้ 2 กรณี คือ</p>
<p>(1.) กรณียื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้) จะเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษี</p>
<p>(2.) กรณีไม่เคยยื่นหรือยื่นเกินกำหนดเวลา จะเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษี</p>
<p><strong>คำนวณเบี้ยปรับ ดังนี้</strong></p>
<ul>
<li>ถ้าชำระภายใน 15 วัน คิด 2% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
<li>ถ้าชำระภายหลัง 15 วันแต่ไม่เกิน 30 วัน คิด 5% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
<li>ถ้าชำระภายหลัง 30 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน คิด 10% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
<li>ถ้าชำระภายหลัง 60 วันนับจากวันพ้นกำหนดชำระภาษี คิด 20% ของเบี้ยปรับตามกรณี (1) หรือ (2)</li>
</ul>
<ol start="5">
<li>ค่าปรับอากรแสตมป์</li>
</ol>
<ul>
<li>หากเป็นกรณียื่นตราสารที่กระทำในประเทศไทยต่อเจ้าพนักงานสรรพากรเพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ให้ครบถ้วน ก็เสียเพียงค่าอากรแสตมป์ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอากรอีก</li>
<li>หากพบว่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนเกินกว่า 15 วันแต่ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่มีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ให้ครบถ้วน ต้องเสียเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าของจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</li>
<li>หากพบว่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนเกินกว่า 90 วันที่มีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ให้ครบถ้วน ต้องเสียเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าของจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</li>
<li>กรณีที่ปิดอากรไม่ครบ ต้องเสียเงินเพิ่มอากรเป็น 6  เท่าของจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</li>
<li>กรณีที่ไม่ปิดอากรเลย ต้องเสียเงินเพิ่มอากรเป็น 6 เท่าของจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</li>
</ul>
<p>นอกจากค่าปรับเรื่องการยื่นภาษีประเภทต่างๆ ล่าช้าแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่นิติบุคคลต้องพึงระวังนั่นก็คือค่าปรับจากการส่งงบการเงินล่าช้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>ค่าปรับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์</strong>หรือ หมายเรียกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ซึ่งต้องยื่นภายใน 5 เดือน ตามเกณฑ์แล้วต้องยื่นภายใน 1 เดือน นับจากวันประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยต้องประชุมภายใน 4 เดือน จึงนับยาวรวมกันเป็น 5 เดือน ดังนั้นงบการเงินที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี จะต้องยื่นภายในวันที่ 31พฤษภาคมของปีถัดไป</li>
</ol>
<p><strong>1.1   อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน</strong></p>
<table width="719">
<tbody>
<tr>
<td width="71">ลำดับที่</td>
<td width="223">ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="152">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="170">กรรมการผู้จัดการ/</p>
<p>หุ้นส่วนผู้จัดการ</td>
<td width="103">รวม</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">1</td>
<td width="223">ทุกประเภท ยกเว้นกิจการร่วมค้า</td>
<td width="152">600</td>
<td width="170">600</td>
<td width="103">1,200</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">2</td>
<td width="223">กิจการร่วมค้า</td>
<td width="152">600</td>
<td width="170">&#8211;</td>
<td width="103">600</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>1.2</strong><strong>   อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า  2 เดือน แต่ไม่เกิน  4  เดือน</strong></p>
<table width="720">
<tbody>
<tr>
<td width="71">ลำดับที่</td>
<td width="223">ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="156">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="169">กรรมการผู้จัดการ/</p>
<p>หุ้นส่วนผู้จัดการ</td>
<td width="101">รวม</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">1</td>
<td width="223">ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน</td>
<td width="156">1,200</td>
<td width="169">1,200</td>
<td width="101">2,400</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">2</td>
<td width="223">บริษัทจำกัด</td>
<td width="156">2,400</td>
<td width="169">2,400</td>
<td width="101">4,800</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">3</td>
<td width="223">นิติบุคคลต่างประเทศ</td>
<td width="156">6,000</td>
<td width="169">6,000</td>
<td width="101">12,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">4</td>
<td width="223">บริษัทมหาชนจำกัด</td>
<td width="156">12,000</td>
<td width="169">12,000</td>
<td width="101">24,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">5</td>
<td width="223">กิจการร่วมค้า</td>
<td width="156">6,000</td>
<td width="169">&#8211;</td>
<td width="101">6,000<strong> </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>1.3</strong>  <strong>อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า 4  เดือน แต่ไม่เกิน  6  เดือน</strong></p>
<table width="724">
<tbody>
<tr>
<td width="71">ลำดับที่</td>
<td width="224">ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="157">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="170">กรรมการผู้จัดการ/</p>
<p>หุ้นส่วนผู้จัดการ</td>
<td width="102">รวม</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">1</td>
<td width="224">ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน</td>
<td width="157">2,400</td>
<td width="170">2,400</td>
<td width="102">4,800</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">2</td>
<td width="224">บริษัทจำกัด</td>
<td width="157">4,800</td>
<td width="170">4,800</td>
<td width="102">9,600</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">3</td>
<td width="224">นิติบุคคลต่างประเทศ</td>
<td width="157">12,000</td>
<td width="170">12,000</td>
<td width="102">24,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">4</td>
<td width="224">บริษัทมหาชนจำกัด</td>
<td width="157">24,000</td>
<td width="170">24,000</td>
<td width="102">48,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="71">5</td>
<td width="224">กิจการร่วมค้า</td>
<td width="157">12,000</td>
<td width="170">&#8211;</td>
<td width="102">12,000<strong> </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>1.4</strong>     <strong>อัตราค่าปรับกรณียื่นงบการเงินล่าช้าเกินกว่า  6  เดือนขึ้นไป หรือไม่ยื่นงบการเงิน</strong></p>
<table width="727">
<tbody>
<tr>
<td width="72">ลำดับที่</td>
<td width="225">ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="157">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="170">กรรมการผู้จัดการ/</p>
<p>หุ้นส่วนผู้จัดการ</td>
<td width="102">รวม</td>
</tr>
<tr>
<td width="72">1</td>
<td width="225">ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน</td>
<td width="157">3,600</td>
<td width="170">3,600</td>
<td width="102">7,200</td>
</tr>
<tr>
<td width="72">2</td>
<td width="225">บริษัทจำกัด</td>
<td width="157">6,000</td>
<td width="170">6,000</td>
<td width="102">12,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="72">3</td>
<td width="225">นิติบุคคลต่างประเทศ</td>
<td width="157">18,000</td>
<td width="170">18,000</td>
<td width="102">36,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="72">4</td>
<td width="225">บริษัทมหาชนจำกัด</td>
<td width="157">36,000</td>
<td width="170">36,000</td>
<td width="102">72,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="72">5</td>
<td width="225">กิจการร่วมค้า</td>
<td width="157">18,000</td>
<td width="170">&#8211;</td>
<td width="102">18,000</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>ค่าปรับจากกรมสรรพากร</strong> กรณียื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับภาษีสำหรับรอบบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี แบ่งเป็นค่าปรับและเงินเพิ่ม ดังนี้</li>
</ol>
<p>2.1 ค่าปรับเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด.50, ภงด.51) กรณียื่นเกินกำหนดเวลา</p>
<ul>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลาภายใน 7 วัน ค่าปรับแบบ 1,000 บาท</li>
<li>กรณียื่นเกินกำหนดเวลามากกว่า 7 วัน ค่าปรับแบบ 2,000 บาท</li>
<li>กรณียื่นงบการเงินเกินกำหนดเวลา ค่าปรับ 2,000 บาท พร้อมทั้งชำระเงินเพิ่ม</li>
</ul>
<p>2.2 เงินเพิ่ม คำนวณจากยอดต้องชำระ (ถ้ามี) * 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)</p>
<p>อีกสิ่งที่นิติบุคคลต้องละเลยไม่ได้นั่นก็คือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี ประจำปี 2543 ซึ่งมีค่าปรับสำหรับการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ ดังนี้</p>
<table width="622">
<tbody>
<tr>
<td width="43">ลำดับที่</td>
<td width="279">ประเภทผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
<td width="151">จำนวนค่าปรับ</td>
<td width="149">ผู้รับโทษ</td>
</tr>
<tr>
<td width="43">1</td>
<td width="279">ไม่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัติ กำหนดและตามวันเริ่มทำบัญชีที่กำหนด</td>
<td width="151">30,000 และค่าปรับอีกวันละ 1,000 บาท</td>
<td width="149">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
</tr>
<tr>
<td width="43">2</td>
<td width="279">ไม่จัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงิน<br />
ภายในเวลาที่กำหนด</td>
<td width="151">50,000</td>
<td width="149">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
</tr>
<tr>
<td width="43">3.</td>
<td width="279">ไม่จัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบ<br />
และ แสดงความเห็นโดย<br />
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต</td>
<td width="151">20,000</td>
<td width="149">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
</tr>
<tr>
<td width="43">4.</td>
<td width="279">ไม่ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ<br />
การลงบัญชี ให้แก่ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้อง</td>
<td width="151">10,000</td>
<td width="149">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
</tr>
<tr>
<td width="43">5.</td>
<td width="279">ไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีซึ่งเป็นผู้มี<br />
คุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด</td>
<td width="151">10,000</td>
<td width="149">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</td>
</tr>
<tr>
<td width="43">6.</td>
<td width="279">ไม่จัดทำบัญชีเพื่อให้มีการแสดงผล<br />
การดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือ<br />
การเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน<br />
ตามความเป็นจริง และตามมาตรฐาน<br />
การบัญชี</td>
<td width="151">10,000</td>
<td width="149">ผู้กระทำความผิด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>การเรียนรู้เรื่องภาษีนิติบุคคลถือเป็นสิ่งจำเป็นของนิติบุคคลและผู้ที่ประกอบธุรกิจ เช่นเดียวกับการวางแผนธุรกิจ หากวางแผนภาษีดี หรือมีที่ปรึกษาภาษี ที่ปรึกษาบัญชี หรือมีสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ดีไว้คอยให้คำแนะนำ ก็รับรองได้ว่าภาษีทุกเม็ดจะไม่มีค่าปรับเข้ามากล้ำกรายอย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6181 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5/">ค่าปรับภาษีนิติบุคคลที่หลายๆคนไม่เคยรู้</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัตถุประสงค์ของการวางระบบบัญชี</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 06:47:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5815</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อมีการจัดตั้งกิจการเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3/">วัตถุประสงค์ของการวางระบบบัญชี</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6158 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/13.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/13.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/13-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/13-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>เมื่อมีการจัดตั้งกิจการเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด สิ่งที่กิจการนั้น ๆ จะต้องทำในลำดับต้น ๆ ก่อนเปิดดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบก็คือ การวางระบบบัญชีที่จะใช้กับองค์กรของตน  ซึ่งเรื่องการวางระบบบัญชีนั้น นับเป็นปัญหาและความยุ่งยากสำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่เข้าใจ ดังนั้น ในยุคที่ธุรกิจเปิดตัวง่ายขึ้น จึงมีฝั่งผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากสำนักงานบัญชีคุณภาพเข้ามาเป็นที่ปรึกษาบัญชีซึ่งจะช่วยในเรื่องของการวางแผนบัญชี โดยมีค่าทำบัญชีเป็นเครื่องตอบแทน ทำให้เจ้าของกิจการไม่ต้องติดขัดเรื่องบัญชีอีกต่อไป</p>
<p><strong>การวางระบบบัญชีคืออะไร</strong></p>
<p>การวางระบบบัญชี คือ การกำหนดรูปแบบ ขั้นตอน ตลอดจนวิธีการสำหรับจัดเก็บข้อมูลทางบัญชีและการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วัดผลการดำเนินการในรอบระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งการวางระบบบัญชีที่ดีนั้นจะช่วยให้เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านบริหารและการขอสินเชื่อจากธนาคารมาทำธุรกิจ รวมไปถึงใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการคำนวณภาษีที่จะต้องชำระให้แก่กรมสรรพากรได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย</p>
<h4>วัตถุประสงค์ของการนำระบบบัญชีมาใช้ในองค์กร</h4>
<h4>            1. การวางระบบบัญชีจะช่วยให้เราจัดเก็บข้อมูลทางการเงินและบัญชีได้เป็นระบบ มีการบันทึกข้อมูลทางเอกสารที่มีแบบฟอร์มที่ออกแบบมาให้มีข้อเท็จจริงที่สามารถสื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวการทำงานของกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการเงินได้ ทำให้เห็นภาพรวมของกิจการทั้งหมดจากรายงานทางการเงินประจำเดือนและประจำปี</h4>
<h4>                2. การวางระบบบัญชีจะทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลทางการเงินมาเป็นเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละช่วงเวลาได้ ข้อมูลทางการเงินและบัญชีสามารถวัด KPI ประสิทธิภาพการทำงานได้</h4>
<h4>                3. การวางระบบบัญชีจะช่วยให้เรารู้สถานะทางการเงินของกิจการได้เป็นอย่างดี ทำให้เห็นถึงข้อบกพร่องที่จะต้องทำการปรับปรุงแก้ไขให้ทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับกิจการ</h4>
<ol start="4">
<li>4. เนื่องจากส่วนหนึ่งของการวางระบบบัญชี จะต้องมีการแบ่งหน้าที่ กำหนดทิศทางการเดินทางของเอกสารที่ผ่านการจัดทำ การรับรองตรวจสอบของหลายฝ่ายเพื่อเช็คความถูกต้อง การวางระบบบัญชีจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประเมินคุณภาพการทำงานของบุคลากรและเช็คความซื่อสัตย์ต่อองค์กร ช่วยให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดคนลงตำแหน่งงานได้เหมาะสม</li>
<li>5. การวางระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้กิจการดำเนินไปอย่างราบรื่น คลายกังวลในเรื่องของการยื่นภาษีที่ล่าช้า ที่จะทำให้กิจการต้องเสี่ยงต่อการโดนค่าปรับจากกรมสรรพากร</li>
</ol>
<h4>ความสำคัญของการวางระบบบัญชีที่มีต่อธุรกิจ</h4>
<ol>
<li>การวางระบบบัญชีนับเป็นหัวใจของธุรกิจทุกกิจการ เนื่องจากภายใต้กฎหมายภาษี บังคับให้ธุรกิจต้องทำบัญชี แสดงผลประกอบการ และชำระภาษีตามกฎหมายกำหนด การวางระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดปัญหาในการคำนวณภาษีที่มีความยุ่งยากไปได้มากเลยทีเดียว</li>
</ol>
<h4>                2. ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้กิจการมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นผลการดำเนินงานได้ถูกต้อง ชัดเจน และสามารถใช้ข้อมูลนั้นไปบริหารจัดการในอนาคตได้ตรงหรือใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด แต่ถ้าระบบบัญชีไม่ดี ข้อมูลคลาดเคลื่อน การนำรายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปวิเคราะห์ ดำเนินงานต่อ อาจก่อให้มีความเสียหายเกิดขึ้นกับกิจการไม่มากก็น้อย การวางระบบบัญชีจึงมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง</h4>
<ol start="3">
<li>3. ธุรกิจเป็นกิจการที่ทำเพื่อหวังผลกำไร ข้อมูลทางการเงินและบัญชีเป็นเครื่องชี้ให้เห็นผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ระบบที่ดีย่อมแสดงข้อมูลได้ถูกต้อง ครบถ้วน</li>
<li>4. ระบบบัญชีที่ดี ทำให้สามารถเช็คผลงาน ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานและผลการดำเนินงานของธุรกิจได้เป็นระยะ โดยไม่ต้องรอสิ้นปีก่อน เช่น ระบบเจ้าหนี้ รายรับค้างรับ หนี้กำลังจะสูญ เป็นต้น ระบบบัญชีที่ดีจึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจ เพราะรู้ข้อผิดพลาดเป็นระยะก็แก้ไขได้ทันท่วงที</li>
<li>ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีได้ง่ายขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการ ตัดสินใจที่สำคัญของธุรกิจ เช่น การขยายกิจการ หรือ การเพิ่มวงเงินลงทุน รวมไปถึงการตัดสินใจในการติดต่อการค้ากับลูกหนี้บางราย เราก็ใช้ข้อมูลทางการเงินจากระบบบัญชีเช่นกัน</li>
<li>ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กิจการนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี การแจ้งข้อมูลต่อสาธารณะชนในแต่ละช่วงเวลาสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมกับเวลา เป็นเครดิตกับคู่ค้า หรือแม้แต่การจะได้พนักงานดี ๆ ที่เห็นความมั่นคงของกิจการเข้ามาร่วมงานเพิ่มเติม</li>
<li>การวางระบบบัญชีที่ดี จะช่วยให้กิจการปลอดจากการมีปัญหากับทางราชการ ช่วยให้การดำเนินงานมีความราบรื่น ไม่ต้องมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อต้องถูกตรวจสอบ เพราะทำไว้อย่างดี มีมาตรฐานเสมอ</li>
</ol>
<p>จะเห็นได้ว่าการวางระบบบัญชีนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงให้กับกิจการในทุกแง่มุม หากกิจการใดก็ตามมีการวางระบบบัญชีที่เหมาะสมแล้ว ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะหมดกังวลในเรื่องของการทำบัญชีอย่างแน่นอน  สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังต้องการสำนักงานบัญชีไปช่วยวางระบบบัญชีให้กับองค์กร ลองเข้ามาติดต่อสอบถามกับ Scholar Accounting  เพื่อขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี รับรองว่าคุณจะได้บริษัทรับทำบัญชีดี ๆ มาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกอย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6179 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3/">วัตถุประสงค์ของการวางระบบบัญชี</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยที่มีผลต่อการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 06:43:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5811</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเชื่อผิดๆ ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นของผู้ประกอบการห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84/">ปัจจัยที่มีผลต่อการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6176 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/30.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/30.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/30-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/30-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>ความเชื่อผิดๆ ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจคือ <strong>ถ้าไม่อยากถูกกรมสรรพากรตรวจสอบห้ามขอคืนภาษีโดยเด็ดขาด</strong> ส่วนหนึ่งของความเชื่อนี้อาจจะด้วยเพราะว่าเมื่อไหร่ที่ยื่นความประสงค์ขอคืนภาษีแล้วนั้น หมายความว่าบริษัทหรือกิจการยินดีที่จะให้กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบว่าไม่มีภาระภาษีใดๆ คงอยู่หรือยังไม่ได้ชำระ เพราะถ้าหากกรมสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่ายังชำระภาษีอากรไม่ครบถ้วน ก็จะถูกเรียกเก็บหรือนำไปหักลบกลบในส่วนที่ขอคืนไว้ หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือการที่กรมสรรพากรตรวจสอบแล้วกลับต้องเสียภาษีเพิ่มอีกหลายเท่าจากการพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบบัญชีนั่นเอง</p>
<p>ฉะนั้น ความจริงเกี่ยวกับการขอคืนภาษีนิติบุคคลคือ สามารถยื่นความประสงค์ขอคืนได้ และแม้ว่าผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจใดๆ ก็ตามอยากตัดปัญหาด้วยการไม่ขอรับคืนเพราะไม่ต้องการให้กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบ เพราะไม่ชอบความยุ่งยากและไม่อยากเตรียมเอกสาร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย เพราะกรมสรรพากรจะทำการตรวจสอบจากการงบการเงินที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจที่ยื่นไว้นั่นเอง หากพบว่ามีรายการที่ภาษีเกินไว้แต่ไม่ขอคืน กรมสรรพากรจะมีนโยบายในการเรียกผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการนั้นมาตรวจสอบเพื่อคืนภาษีให้ และยังตรวจสอบด้วยว่ามีการปิดบังบัญชีหรือไม่จึงเป็นสาเหตุให้ไม่กล้าที่จะขอคืนภาษี</p>
<p>ทั้งนี้เหตุผลที่สามารถคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องพิจารณาว่าภาษีที่จะขอคืนนั้นคือ ภาษีที่เกิดจากการจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า เป็นภาษีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใครก็ตามจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อนำส่งกรมสรรพากร นั่นหมายความว่าถ้าเป็นบุคคลธรรมดาเราจ่ายค่าบริการก็ไม่จำเป็นจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งอัตราภาษี ณ ที่จ่าย ที่สำคัญมีดังนี้</p>
<ul>
<li>ค่าบริการ หักภาษี ณ ที่จ่าย 3%</li>
<li>ค่าขนส่ง หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%</li>
<li>ค่าโฆษณา หักภาษี ณ ที่จ่าย 2%</li>
<li>ค่าเช่า หักภาษี ณ ที่จ่าย 5%</li>
</ul>
<p>ปัจจัยที่มีผลต่อการคืนภาษี ประกอบไปด้วย</p>
<p>1.จำนวนภาษีที่ชำระเกิน</p>
<p>2.ขนาดกิจการและประเภทกิจการ</p>
<p>3.ประเภทสำนักงานสอบบัญชี</p>
<p>4.จำนวนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ยื่นเพิ่มเติม</p>
<p>5.การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p>เรื่องภาษีอากรเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับโลกธุรกิจขาดจากกันไม่ได้ หากจะพูดอย่างเข้าใจง่ายๆ ก็คือใครก็ตามที่มีเงินได้ย่อมพึงต้องชำระภาษีแก่รัฐถือเรื่องเป็นปกติธรรมดา เช่นเดียวกับการถูกตรวจสอบภาษี ทว่าเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ ประเภทธุรกิจ ความบกพร่องของงบการเงินที่วิเคราะห์ตรวจพบในเบื้องต้น ความมีชื่อเสียงหรือภาพพจน์ของกิจการ ซึ่งปัจจัยต่างๆ มีความไม่เท่ากันในแต่ละสถานการณ์ จึงต้องวิเคราะห์เป็นกรณีหากถูกตรวจสอบขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่หลายๆบริษัทจะต้องมีการวางแผนภาษีที่ดี โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดที่ไม่คุ้มเสีย</p>
<p>วิธีการของกรมสรรพากรในการตรวจสอบภาษี ได้แก่ การออกตรวจเยี่ยมและแนะนำผู้ประกอบการต่างๆ , การตรวจการปฏิบัติงานทั่วไปในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม , การตรวจนับสต็อกสินค้า ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะอุดช่องโหว่ของการหลีกเลี่ยงภาษีอากร , การสอบยันใบกำกับภาษีเพื่อจะพิสูจน์ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอมหรือไม่ , การตรวจคืนภาษีซึ่งจะทำกับบุคคลธรรมดาในแบบบุคคลทั่วไปที่พบเจอทั้งกรณีที่คืนภาษีก่อนตรวจสอบและขอตรวจสอบความถูกต้องภายหลังได้เช่นกัน , การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี สำหรับวิธีการนี้กรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 23 88/4 และ 123 แห่งประมวลรัษฎากร โดยสั่งให้ผู้เสียภาษีส่งมอบบัญชี และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ให้กับเจ้าพนักงานได้ทำการตรวจสอบหรือไต่สวนภาษีอากรทุกประเภท ซึ่งข้อนี้อาจมีสาเหตุมาจากการที่เจ้าพนักงานวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีแล้วปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลได้ชำระภาษีอากรต่าง ๆ ไม่ถูกต้องครบถ้วน , การตรวจค้น ทำการยึด และอายัดบัญชีรวมถึงเอกสาร กรณีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด เพราะกรมสรรพากรจะส่งเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นรื้อเอกสารและสามารถยึดอายัดเอกสารต่างๆ ที่มีการหลีกเลี่ยงภาษี จึงมักเป็นรายที่มีการหนีภาษีอย่างมากมายและชัดเจน</p>
<p>ดังนั้น เมื่อถูกเรียกตรวจสอบแล้วสิ่งที่ควรปฏิบัติได้แก่ การเตรียมเอกสารให้พร้อม ตรวจสอบว่ากรมสรรพากรต้องการตรวจสอบภาษีอะไร เป็นการตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ VAT และขอเอกสารใดบ้าง รวมถึงเรียกไปพบเมื่อไหร่ ที่สำคัญคือ ควรไปพบเมื่อพร้อม ไม่ควรไปตามที่สรรพากรนัด เช่น นัดให้ไปพบในวันอังคาร เวลา 09.30 น. ห้ามรับเวลาที่สรรพากรเป็นคนระบุเด็ดขาด  แต่ให้เลือกเวลาที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจพร้อมทั้งตนเองและเอกสารที่โปร่งใส ครบถ้วน และตรวจสอบได้นั่นเอง ซึ่งวิธีการเปลี่ยนเวลาเข้าพบให้เปลี่ยนด้วยวิธีการที่กรมสรรพากรไม่อาจปฏิเสธได้ โดยการสำเนานัดหมาย ระบุเวลา และส่ง EMS พร้อมไปรษณีย์ตอบรับไป ซึ่งวิธีนี้เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถต่อรองกับได้เลยว่าว่างหรือไม่ว่าง เพราะเมื่อรับจดหมายแล้วนั่นคือเวลานัดและเป็นหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนั่นเอง</p>
<p>ทั้งนี้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจต้องมอบหมายให้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องภาษี เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งผู้วางแผนภาษีนั้นต้องให้ความสนใจในเอกสารหลักฐานทางบัญชีตามกฎหมายเกี่ยวกับบัญชีของกระทรวงพาณิชย์ กรมทะเบียนการค้า กองบัญชีธุรกิจที่ได้กำหนดประเภทของเอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชี รวมไปถึงเอกสารที่สรรพากรยอมรับถือเป็นหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินสามารถนำไปคำนวณกำไรสุทธิได้ จะต้องศึกษารูปแบบของเอกสาร สัญญาต่างๆ ให้ชัดเจน ดังนั้น การวางแผนภาษีอากรที่ดีจะต้องพร้อมเสนอที่จะให้สรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีอากร เพราะการวางแผนภาษีไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษีหรือการหนีภาษี แต่เป็นการเสียภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องประหยัดภาษี และกิจการได้รับประโยชน์สูงสุดในการเสียภาษีอากร ดังนั้นเมื่อกิจการถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีจะต้องมีความพร้อมในด้านเอกสารหลักฐานทางบัญชีและภาษีอากรตลอดจนบรรดาหลักฐานต่าง ๆ ในการเสียภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนตลอดเวลา หากเมื่อยื่นขอคืนภาษีแล้วนั้นก็จะสามารถทำได้อย่างสะดวกใจและได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินการ</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6181 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/35-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84/">ปัจจัยที่มีผลต่อการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมจึงควรวางแผนภาษีอากร</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 06:39:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5808</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วางแผนน้อย&#8230;เหนื่อยมาก วางแผนมาก&#8230;เหนื่อยน้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2/">ทำไมจึงควรวางแผนภาษีอากร</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6169 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/23.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/23.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/23-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/23-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>“วางแผนน้อย&#8230;เหนื่อยมาก วางแผนมาก&#8230;เหนื่อยน้อย” ถือเป็นบทสรุปของคำว่า <strong>การวางแผนภาษีอากร </strong><strong>(</strong><strong>Tax Planning)</strong> ได้อย่างดี เพราะการวางแผนหมายถึงการประกอบกิจกรรมที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย นโยบาย และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นแนวทางสำหรับดำเนินงานให้บรรลุผล โดยกำหนดว่าจะต้องทำอะไร ให้ใคร ทำเมื่อใด ที่ไหน ทำอย่างไร โดยใคร ทบทวนอย่างไร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ตามความรับผิดชอบที่ได้รับ ซึ่งการวางแผนสามารถนำมาใช้กับทุกเรื่องได้ในชีวิต อย่างเช่นเรื่องการวางแผนภาษีอากร</p>
<p>แล้วทำไมต้องวางแผนด้วย&#8230;นั่นเพราะ การวางแผนภาษีอากรคือการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการเสียภาษี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ต่างต้องมีหน้าที่ในการเสียภาษี ซึ่งการวางแผนภาษีอากรมีประโยชน์หลายประการ อันดับแรกเลยคือทำให้เสียภาษีได้อย่างถูกต้อง และถ้าหากเกิดความผิดพลาดใดขึ้น การวางแผนนี้ยังช่วยป้องกันโทษและความรับผิดอันเกิดจากการเสียภาษีที่ผิดพลาดนั้นด้วย นอกจากนี้สำหรับนิติบุคคลยังเป็นการลดต้นทุน ซึ่งทำให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ประหยัดภาษีได้สูงสุด ทั้งนี้ประโยชน์จากการวางแผนภาษีอากรยังส่งผลในเรื่องของการรักษาสถานะทางการเงินของผู้เสียภาษีอีกด้วย</p>
<p>ดังนั้น ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจึงแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทบุคคลธรรมดาที่กฎหมายกำหนดให้นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ แล้วมาเป็นฐานในการคำนวนภาษี โดยใช้เกณฑ์เงินสด  (cash  basis)  เป็นตัวตั้ง  ขณะที่อัตราภาษีใช้อัตราก้าวหน้า ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประกอบด้วยบุคคลธรรมดา , ห้างหุ้นส่วนสามัญ , คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล , ผู้ถึงแก่ความตายในระหว่าปีภาษี และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง</p>
<p>ขณะที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกประเภทหนึ่งคือ ประเภทนิติบุคคลที่ทั่วไปกำหนดให้เก็บภาษีจากกำไรสุทธิ โดยเก็บรอบระยะเวลาบัญชีละ 2 ครั้ง  เสียภาษีในอัตราคงที่ 30%  เว้นแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กำไรที่เกิดขึ้นนี้ใช้เกณฑ์สิทธิ์หรือเกณฑ์ในการรับรู้รายได้ทันที เมื่อมีการขายหรือการให้บริการ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่ ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประกอบด้วยบริษัทจำกัด , บริษัทมหาชนจำกัด , ห้างหุ้นส่วนจำกัด , ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล , กิจการร่วมค้า  และมูลนิธิหรือสมาคม</p>
<p>ทั้งนี้ผู้เสียภาษีแต่ละประเภทยังแบ่งย่อยลงไปเป็นองค์กรธุรกิจและอาชีพที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งต่างก็มีอัตราภาษี ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่แตกต่างกัน จึงควรศึกษาแต่ละธุรกิจแต่ละอาชีพให้ถ่องแท้และชัดเจนก่อนจะดำเนินการวางแผนธุรกิจ รวมทั้งการวางแผนภาษีที่จะต้องทำความเข้าใจประเภทของภาษีที่ต้องชำระให้ถูกต้องซึ่งมีอยู่ 5 ประเภท เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษีและนำไปสู่การได้เปรียบทางต้นทุนเพื่อประโยชน์ให้ได้สูงสุด</p>
<p>1.<strong>ภาษีเงินได้นิติบุคคล</strong> <strong>: </strong>เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคลที่ทำธุรกิจที่จดทะเบียนธุรกิจในรูปแบบของบริษัทฯ หรือในรูปแบบห้างหุ้นส่วน ซึ่งจะมีแบบแสดงภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ด้วยกันสองแบบ ได้แก่ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 ภาษีสำหรับรอบบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดระบบบัญชี และแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.51 ที่ต้องยื่นภายในสองเดือนหลังรอบบัญชีภาษีครึ่งปี</p>
<p>2.<strong>ภาษีหัก ณ ที่จ่าย</strong><strong> : </strong>เป็นภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า และสามารถที่จะขอคืนภาษีได้ โดยกฎหมายกำหนดให้คนที่จ่ายเงินให้กับกิจการหรือคู่ค้าที่ซื้อของจากเรานั้น มีหน้าที่หักภาษีไว้เมื่อมีการจ่าย ซึ่งเป็นไปตามประเภทของเงินได้ และตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้</p>
<p>3.<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><strong> : </strong>เป็นภาษีที่ใกล้ตัวประชาชนทุกคน เพราะทุกครั้งที่มีการจับจ่ายใช้สอยซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคจะต้องจ่ายภาษีประเภทนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ฯลฯ ทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทีมีรายได้ตั้งแต่ 1.8 ล้านบาทต่อไปขึ้นไป มีหน้าที่ที่จะต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้จากการขายสินค้าและบริการ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือเงินของผู้ซื้อสินค้าและบริการไปเสียให้กับรัฐ</p>
<p>4.<strong>ภาษีธุรกิจเฉพาะ</strong><strong> : </strong>เป็นภาษีเรียกเก็บจากธุรกิจที่เฉพาะเจาะจงซึ่งได้แก่ กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น</p>
<p>5.<strong>อากรแสตมป์</strong> <strong>: </strong>เป็นภาษีอีกประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฎากร ซึ่งจะเรียกเก็บเมื่อมีการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอากรแสตมป์ โดยจะใช้การขีดฆ่าแสดงถึงการใช้แสตมป์ดังกล่าว</p>
<p>ทั้งนี้นั้นข้อควรรู้สำหรับการวางแผนภาษีอากรที่จะให้ได้ผลคือการลงมือทำทันทีที่เริ่มต้นประกอบธุรกิจ และจะต้องเป็นไปต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการวางแผนภาษีอากรต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเกี่ยวข้องและมีความรู้ความเข้าใจ เพราะการวางแผนภาษีอากร (Tax Planning) ไม่ใช่เป็นการหลบเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) หรือหนีภาษี (Tax Evasion)  ก่อนที่จะมีการวางแผนภาษีนั้นไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องภาษีประเภทต่างๆ แล้ว ยังต้องมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการวางแผนภาษีอากรด้วย ตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li><strong>ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย</strong></li>
</ul>
<p>ในการวางแผนภาษีอากรผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจนถูกต้อง ไม่หลงลืมประเด็นหนึ่งประเด็นใดในตัวบทกฎหมายภาษีอากร นอกจากนี้จะต้องศึกษาคำพิพากษาและข้อหารือของกรมสรรพากรประกอบการวางแผนภาษีอากรให้รัดกุมครบถ้วน โดยทำให้กิจการเสียภาษีโดยประหยัดและถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ผู้วางแผนภาษีควรคำนึงถึงก็คือ อย่ามองแง่ใดแง่หนึ่งเพียงแง่เดียว จะต้องมองรายละเอียดของภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง</p>
<ul>
<li><strong>ต้องได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด</strong></li>
</ul>
<p>ควรศึกษาข้อกฎหมายที่จะทำให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยการกำหนดทางเลือกในการนำเงื่อนไขทางกฎหมายมาใช้ให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและถูกกฎหมายอีกด้วย เช่น รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การส่งเสริมการขายกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับการยกเว้น เป็นต้น</p>
<ul>
<li><strong>ปลอดภัยจากภาระที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า</strong></li>
</ul>
<p>การวางแผนภาษีอากรจะต้องคำนึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เพราะหากมุมมองของผู้วางแผนขาดความรอบคอบในการศึกษาตัวบทกฎหมายได้อย่างถูกต้องนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต เช่น การถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและประเมินภาษี ทำให้กิจการมีราจ่ายเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เป็นต้น</p>
<ul>
<li><strong>มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสมเหตุผล</strong></li>
</ul>
<p>เมื่อมีการวางแผนภาษีอากรในเรื่องหนึ่งเรื่องใดจะต้องมีการยกกฎหมายมาอ้างอิงให้ชัดเจน ผู้วางแผนภาษีอากรสามารถตอบคำถามในปัญหาต่างๆ ในประมวลรัษฎากร คำพิพากษา ข้อหารือของกรมสรรพากร หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถหาคำตอบได้เป็นที่ยอมรับของฝ่ายจัดการหรือฝ่ายบริหารอย่างไม่มีข้อสงสัย และเชื่อถือได้ในข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเพื่อการวางแผนภาษีอากร</p>
<ul>
<li><strong>ช่วยในการลดต้นทุน</strong></li>
</ul>
<p>กิจการที่มีการวางแผนภาษีอากรจะทำให้กิจการสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนทำให้กิจการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีอากรสำหรับส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผล การประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 การจัดซื้อทรัพย์สินที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาที่ได้รับสิทธิในการคำนวณค่าเสื่อมราคามากกว่าปกติ เป็นต้น นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุนของกิจการแล้วยังช่วยในการเพิ่มกำไรสุทธิของกิจการให้สูงขึ้นโดยการอาศัยการวางแผนภาษีอากรอีกด้วย</p>
<p>ดังนั้น หากผู้วางแผนภาษีอากรไม่ได้ศึกษาเรื่องของหลักการบัญชีทั่วไปหรือมาตรฐานการบัญชีที่ออกโดยสมาคมนักบัญชีที่ออกโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญของระบบเอกสาร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบบัญชี อาจจะทำให้การวางแผนภาษีล้มเหลวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้วางแผนภาษีอากรต้องตระหนักถึงเอกสารหลักฐานในการบันทึกบัญชีตามกฎหมายเกี่ยวกับบัญชีของกระทรวงพาณิชย์ กรมทะเบียนการค้า กองบัญชีธุรกิจที่ได้กำหนดประเภทของเอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชี รวมไปถึงเอกสารที่สรรพากรยอมรับถือเป็นหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินสามารถนำไปคำนวณกำไรสุทธิได้ และจะต้องศึกษารูปแบบของเอกสารสัญญาต่าง ๆ ให้ชัดเจน รวมไปถึงปัญหาจากหลักการบัญชีหรือมาตรฐานการบัญชีมีหลักเกณฑ์แตกต่างไปจากประมวลรัษฎากรในวิธีปฏิบัติในการคำนวณเพื่อเสียภาษีอากร จะทำให้การวางแผนภาษีอากรไม่สมบูรณ์ จนอาจเกิดผลกระทบจากข้อผิดพลาดอันได้แก่ ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม ต้องเสียเบี้ยปรับ และอาจจะต้องรับโทษทางอาญา ทั้งปรับและจำคุก ท้ายที่สุดแล้วอาจถึงขั้นสูญเสียธุรกิจที่สร้างสมมาก็เป็นได้</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6180 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2/">ทำไมจึงควรวางแผนภาษีอากร</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำนักงานบัญชีจำเป็นไหม หากมีโปรแกรมทำบัญชี</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 06:27:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5796</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันนอกจากสำนักงานบัญชีคุณภาพที่มีให้เลือกจ้างกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/">สำนักงานบัญชีจำเป็นไหม หากมีโปรแกรมทำบัญชี</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6194 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>ในปัจจุบันนอกจากสำนักงานบัญชีคุณภาพที่มีให้เลือกจ้างกันมากมายแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถทำบัญชีด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะมีโปรแกรมทำบัญชีที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานในด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งโปรแกรมฟรีและแบบเสียเงิน มีระบบการทำงานแตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ประกอบการบางคนเริ่มมีความคิดที่ว่าการจ้างสำนักงานบัญชีในปัจจุบันยังจำเป็นอยู่อีกไหม เพราะเคยเจอปัญหาน่าปวดหัวกับสำนักงานที่ไม่มีคุณภาพมาแล้ว ถ้ามีโปรแกรมเข้ามาช่วยแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปจ้างสำนักงานบัญชี แล้วหันมานั่งทำข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวเอง จะดีกว่าหรือไม่ ? ก่อนตอบคำถาม ลองมาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้กันก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าแบบไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน</p>
<p><strong>การทำงานเบื้องต้นของโปรแกรมบัญชี</strong></p>
<p>โปรแกรมระบบบัญชี จะสามารถจัดทำบัญชีได้ในระดับ<u>เบื้องต้น</u>เท่านั้น เครื่องมือตัวนี้ไม่สามารถทำทุกอย่างแทนพนักงานบัญชีได้ทั้งหมด และไม่สามารถช่วยงานในทุกส่วนของบริษัทได้ โดยทั่วไปจะมีทั้งโปรแกรมที่แจกให้ใช้งานได้ฟรีและโปรแกรมที่ต้องเสียเงินซื้อมามีทั้งขายขาดกับแบบที่ต้องจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี แต่เฉลี่ยแล้วก็ถูกกว่าการจ้างสำนักงานบัญชี ซึ่งโปรแกรมบัญชีจะมีระบบบันทึกข้อมูลการขายสินค้า ตรวจสอบประวัติการขาย มีระบบสินค้าคงคลังที่ดูการเคลื่อนไหวของสินค้า ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ มีระบบบันทึกรายรับและรายจ่ายประจำวัน ซึ่งถูกบรรจุเอาไว้ในโปรแกรมสำเร็จรูปเป็นที่เรียบร้อย</p>
<p><strong>ถ้าผู้ประกอบการจะทำบัญชีเองโดยใช้โปรแกรมบัญชี มีอะไรต้องจัดการบ้าง?</strong></p>
<p>อย่างที่บอกไปแล้วว่าโปรแกรมระบบบัญชี แม้จะดีแค่ไหนก็ไม่สามารถเป็นทุกอย่างแทนผู้เชี่ยวชาญในด้านการจัดทำบัญชีได้ เพราะการทำงานจะเป็นระบบเบื้องต้นสำหรับทำงานเอกสารบัญชีเท่านั้น กรณีที่ผู้ประกอบการอยากลดต้นทุน ไม่อยากจ้างที่ปรึกษาบัญชีหรือท้อกับการมองหาสำนักงานบัญชีคุณภาพ การตัดสินใจทำบัญชีด้วยตัวเองโดยดึงเอาโปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วย ตั้งแต่โปรแกรมง่าย ๆ ขั้นพื้นฐานอย่าง Excel หรือโปรแกรมยอดนิยมทั่วไปอย่าง Formula การทำงานเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องยากมากนัก หากผู้ประกอบการมีเวลาศึกษาข้อมูลการทำงานของโปรแกรม และมีเวลาสำหรับการจัดการข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องจดบันทึกเข้าสู่โปรแกรม ซึ่งถ้าอยากจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดแล้วล่ะก็…ควรจะใช้โปรแกรมทำบัญชี ที่สำนักงานบัญชีแนะนำ เนื่องจากสำนักงานบัญชีเหล่านี้รู้โครงสร้าง และรู้ความต้องการของบริษัทลูกค้าเป็นอย่างดี</p>
<p>ขั้นตอนถัดมาที่ผู้ประกอบการจะต้องทำนอกเหนือจากส่วนที่โปรแกรมจัดการให้ไม่ได้ นั่นก็คือการจัดส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ประกอบด้วย ภาษีที่ต้องยื่นประจำเดือน ทั้งแบบ ภ.พ. 30, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด.1, ประกันสังคม ฯลฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จากนั้นก็ต้องมีส่วนของภาษีครึ่งปี คือ ภ.ง.ด.51, ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.1ก แล้วก็ต้องมีการยื่นงบการเงินประจำปีให้กรรมสรรพาการและกรมพัฒนาการค้าด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยของเอกสารอีกมากมาย หากเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ก็อาจจะสามารถทำได้ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง แต่หากวันหนึ่งที่ธุรกิจขยายตัวขึ้น ความซับซ้อนด้านบัญชีก็ต้องเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งตรงจุดนี้เองที่เป็นเหตุผลที่เราจะต้องมีสำนักงานบัญชีคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง</p>
<p><strong>เปรียบเทียบหน้าที่ระหว่างสำนักงานบัญชี VS. โปรแกรมบัญชี ให้เห็นแบบชัดๆ</strong></p>
<p>ข้อมูลที่ได้จากการจัดทำบัญชีจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปของธุรกิจของคุณในปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น ข้อมูลบัญชียังสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบกับผลการเติบโตทางธุรกิจระหว่างปีที่ผ่าน ๆ มาได้ด้วย ดังนั้นการจัดทำบัญชีจึงต้องมีความถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน ถ้าผู้ประกอบการไม่ได้เรียนจบในด้านบัญชีมาโดยตรง ยังไงก็ไม่วายต้องมานั่งปวดหัวกับการวางระบบบัญชีด้วยตัวเองถ้าเลือกที่จะไม่จ้างสำนักงานบัญชี ซึ่งหากจ้างสำนักงานบัญชีคุณภาพมาเป็นผู้ช่วย ปัญหาทั้งหมดนี้จะถูกยกออกไปหมด เพราะหน้าที่ตั้งแต่ให้คำปรึกษาไปจนถึงยื่นภาษี ปิดงบการเงิน และทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีให้ครบวงจร การมอบหน้าที่เหล่านี้ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยมากมายให้สำนักงานบัญชี ย่อมดีกว่าการนั่งทำบัญชีด้วยตัวเอง โดยที่ผู้ประกอบการยังจะได้เทคนิคในการวางแผนภาษีและข้อมูลด้านกฎหมายอีกด้วย</p>
<p>แต่ถ้าคุณสนใจที่จะใช้โปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วยในการจัดทำบัญชีของกิจการแล้วล่ะก็… แม้หลายๆคนอาจมองว่านั่นเป็นเพียงโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่ยังไงก็ต้องมานั่งกรอกข้อมูลเองอยู่ดี แถมเอกสารต่าง ๆ ก็ต้องรวบรวมนำส่งให้กรมสรรพากรให้ตรงเวลาด้วย ถ้าไม่ใช่มืออาชีพก็เสี่ยงที่ข้อมูลการเงินจะคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง ส่งงบการเงินล่าช้า ทำให้ต้องเสียค่าปรับกันอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้โปรแกรมทำบัญชีแบบที่มีสำนักงานบัญชีคอยให้คำแนะนำ และสนับสนุนอยู่อย่างใกล้ชิดเข้ามาช่วย ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน</p>
<p>สุดท้ายนี้หากคุณอยากรู้ว่าสำนักงานบัญชีและโปรแกรมบัญชีสามารถจัดทำบัญชีแบบไหนให้คุณได้บ้าง ลองเข้ามาขอคำแนะนำเบื้องต้นกับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีของ Scholar Accounting ดู แล้วคุณจะรู้ว่าการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ผสานกับการดูแลของสำนักงานบัญชีอย่างใกล้ชิดจะช่วยจัดทำบัญชีของกิจการคุณได้ดีเพียงใด</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6180 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/">สำนักงานบัญชีจำเป็นไหม หากมีโปรแกรมทำบัญชี</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้ประกอบการควรรู้ ปิดงบการเงินให้ทันตาม &#8220;ปฏิทินงานบัญชีและภาษี&#8221; หมดกังวลเรื่องค่าปรับ</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 05:04:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5782</guid>

					<description><![CDATA[<p> ตามกฎหมายเราจะเรียกผู้ที่ดำเนินธุรกิจ โดยมีการจดทะเบีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%87/">ผู้ประกอบการควรรู้ ปิดงบการเงินให้ทันตาม &#8220;ปฏิทินงานบัญชีและภาษี&#8221; หมดกังวลเรื่องค่าปรับ</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6178 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/32.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/32.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/32-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/32-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p><strong> </strong>ตามกฎหมายเราจะเรียกผู้ที่ดำเนินธุรกิจ โดยมีการจดทะเบียนออกมาเป็น &#8220;บริษัทจำกัด&#8221; ว่าผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ กลุ่มคนเหล่านี้จะมีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาคือการปิดงบการเงินและยื่นงบการเงินตามรอบบัญชีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ๆ ผู้ประกอบการจะต้องทำอยู่เป็นประจำทุกปี</p>
<p>การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และข้อมูลต่างๆ สำหรับยื่นภาษี จะต้องมีผู้ทำหน้าที่วางแผนและบริหารบัญชีต่างๆ ของบริษัทให้ เพื่อให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ ไม่มีอุปสรรคด้านกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการจากสำนักงานบัญชีคุณภาพซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารบัญชีและภาษี เนื่องจากการวางแผนและบริหารบัญชีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ข้อมูลจะต้องมีความครบถ้วนและถูกต้อง ข้อมูลบัญชีที่เตรียมไว้จะไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนหรือกำไรของบริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง รายการชำระภาษี เงินสมทบประกันสังคม และอื่นๆ แล้วนำเอาไปยื่นให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย อันได้แก่กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม และกรมพัฒนาการค้า</p>
<p>ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ถนัดในเรื่องของการทำบัญชีอยู่แล้ว โดยมากจะโฟกัสไปที่การวางแผนธุรกิจให้เกิดกำไร การดูแลสินค้า ดูแลทุน วางแผนการตลาด และเน้นกระตุ้นเพิ่มยอดขายเป็นหลัก หลงลืมไปว่ายังมีหน้าที่เกี่ยวกับบัญชีและภาษีที่ต้องทำด้วย บางรายที่รู้เรื่องการวางแผนบัญชีและภาษี ก็มองเห็นถึงความยุ่งยากวุ่นวายที่ต้องมานั่งจัดการเอกสารจำนวนมาก จึงยกเลิกการยื่นงบการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยิ่งหลีกเลี่ยงการยื่นนานเป็นปีๆ ปริมาณค่าปรับก็จะสูงขึ้น จนถึงขั้นที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะหมายเรียก เสียเวลาและเสียเครดิตในการไปจดทะเบียนธุรกิจต่อ หรือแม้กระทั่งปิดกิจการที่จดทะเบียนก็ยังทำได้ยาก</p>
<p>ด้วยเหตุนี้การได้ทำความเข้าใจในเรื่องปฏิทินงานบัญชีและภาษี จะเป็นตัวช่วยวางแผนธุรกิจในอีกระดับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าในการยื่นงบประมาณด้านการเงิน ทั้งผู้ประกอบการและผู้ที่บริหารบัญชีให้บริษัท จะได้ทราบถึงภาพรวมของช่วงเวลาการยื่นงบที่ถูกต้อง ทำให้วางแผนร่วมกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมเอกสารให้ที่ปรึกษาบัญชี และขั้นตอนการปิดงบ การประชุม และยื่นงบ ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในแต่ละปีนั่นเอง</p>
<p><strong>รู้จักกับปฏิทินงานบัญชีและภาษีสำหรับรอบปี พ.ศ.2561</strong></p>
<p>ข้อมูลต่อไปนี้ที่กล่าวถึง คือปฏิทินงานบัญชีและภาษีที่แบ่งออกเป็นรอบเดือน จัดขึ้นสำหรับปี พ.ศ. 2561 ให้ผู้ประกอบธุรกิจได้นำเอาไปใช้วางแผนยื่นงบการเงินให้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงการเสียค่าปรับเพราะยื่นงบล่าช้า หากใครที่กำลังดำเนินงานในรูปของบริษัทจำกัดอยู่ล่ะก็ นี่คือการแสดงให้เห็นถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม ไปจนถึงสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2561 โดยจะต้องยื่นแบบแสดงรายการแต่ละประเภท ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>เดือนมกราคม 2561 &#8211;</strong> มีเอกสารที่ต้องยื่นคือ แบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 กำหนดการยื่นแบบภายในวันที่ 8 มกราคมด้วยตัวเองโดยตรง (ตามจริงจะต้องยื่นภายในวันที่ 7 มกราคม แต่ว่าเป็นวันหยุดราชการ จึงเลื่อนเป็นวันที่ 8 แทน)  ส่วนใครที่ยื่นผ่านทางอินเตอร์เน็ต จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มกราคม ในปีเดียวกัน</p>
<p>สำหรับ ภ.พ. 30 , ภ.ธ.40 และเงินสมทบประกันสังคม จะต้องยื่นภายในวันที่ 15 มกราคม ด้วยตัวเองที่สำนักงาน ส่วนใครที่ยื่นทางอินเตอร์เน็ต จะต้องอยู่ภายในวันที่ 23 มกราคม ส่วน แบบ ภ.ง.ด. 2ก และ ภ.ง.ด. 3ก จะต้องยื่นให้ทันภายในเดือนมกราคม</p>
<p><strong>เดือนกุมภาพันธ์ 2561</strong> &#8211; กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ด้วยตัวเองที่สำนักงาน กรณียื่นผ่านอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สำหรับแบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และ สปส.1-10 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ด้วยตัวเอง และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ส่วน แบบ ภ.ง.ด. 1ก และ ภ.ง.ด. 1ก พิเศษ ต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์</p>
<p><strong>เดือนมีนาคม 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ด้วยตัวเองภายในวันที่ 7 มีนาคม และทางอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ 15 มีนาคม สำหรับ แบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และ เงินสมทบประกันสังคม ยื่นภายในวันที่ 15 มีนาคมด้วยตัวเอง โดยมีกำหนดการยื่นทางอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ 23 มีนาคม</p>
<p><strong>เดือนเมษายน 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 9 เมษายน ด้วยตัวเอง และยื่นทางอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ 17 เมษายน การยื่นแบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และ เงินสมทบประกันสังคม ภายในวันที่ 17 เมษายน ด้วยตัวเอง และทางอินเตอร์เน็ต ภายในวันที่ 23 เมษายน ซึ่งเดือนนี้ถือว่าเป็นเดือนที่ 4 ในของรอบปีการยื่นงบ ดังนั้นจะต้องทำการยื่นงบการเงินที่มีการตรวจสอบแล้วไปเสนอในที่ประชุมใหญ่ภายในสิ้นเดือนเมษายน ต่อจากนั้นให้นำบงบการเงินของปีที่แล้วนำส่งด้วยภายใน 1 เดือน นับเอาตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่</p>
<p><strong>เดือนพฤษภาคม 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 7 พฤษภาคม ด้วยตัวเองที่สำนักงาน ยื่นทางอินเตอร์เน็ต ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม ต่อมาจะต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และเงินสมทบประกันสังคม ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม และยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 23 พฤษภาคม ในส่วนของ แบบ ภ.ง.ด. 50 จะต้องยื่นภายในวันที่ 30 พฤษภาคม สำหรับบริษัทที่มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มต้น และสิ้นสุด วันที่ 1 มกราคม &#8211; 31 ธันวาคม ด้วยตัวเอง ยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 7 มิถุนายน แล้วทำการนำส่งงบการเงินประจำปี 2560 ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม หากงบการเงินได้รับอนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่วันที่ 30 เมษายน 2561 แล้ว</p>
<p><strong>เดือนมิถุนายน 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 7 มิถุนายน ด้วยตนเอง หากยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ให้ทำภายในวันที่ 15 มิถุนายน</p>
<p>ส่วน แบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และ เงินสมทบประกันสังคมยื่นภายในวันที่ 15 มิถุนายน ด้วยตัวเอง และยื่นทางอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ 25 มิถุนายน</p>
<p><strong>เดือนกรกฎาคม 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 9กรกฎาคม ด้วยตัวเอง และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 16 กรกฎาคม</p>
<p>แบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ.40 และเงินสมทบประกันสังคม จะต้องยื่นภายในวันที่ 16 กรกฎาคม และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 23 กรกฎาคม</p>
<p><strong>เดือนสิงหาคม 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 7 สิงหาคม ด้วยตนเอง มีกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 15 สิงหาคม ในส่วนของ แบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และเงินสมทบประกันสังคม กำหนดภายในวันที่ 15 สิงหาคม และยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 23 สิงหาคม</p>
<p>แบบ ภ.ง.ด. 51 ยื่นภายในวันที่ 31 สิงหาคม (ภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา 6 เดือน) นิติบุคคลที่รอบระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน และสำหรับบริษัทที่มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มต้น และสิ้นสุด วันที่ 1 มกราคม &#8211; 31 ธันวาคม และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 10 กันยายน</p>
<p><strong>เดือนกันยายน 2561</strong> – กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 7 กันยายน ด้วยตนเอง และ กำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 17 กันยายน</p>
<p>ยื่นแบบ ภ.พ. 30, ภ.ธ. 40 และเงินสมทบประกันสังคม ภายในวันที่ 17 กันยายน ด้วยตนเอง และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 24 กันยายน</p>
<p><strong>เดือนตุลาคม 2561</strong> – กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36  ภายในวันที่ 8 ตุลาคม และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 16 ตุลาคม</p>
<p>ยื่นแบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และ เงินสมทบประกันสังคม ภายในวันที่ 16 ตุลาคม และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 24 ตุลาคม</p>
<p><strong>เดือนพฤศจิกายน 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36  ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน</p>
<p>ยื่นแบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และ เงินสมทบประกันสังคม ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ด้วยตนเอง และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 23 พฤศจิกายน</p>
<p><strong>เดือนธันวาคม 2561</strong> &#8211; กำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 2, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53, ภ.ง.ด. 54, ภ.พ. 36 ภายในวันที่ 7 ธันวาคมด้วยตนเอง และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 17 ธันวาคม</p>
<p>การยื่นแบบ ภ.พ. 30 , ภ.ธ. 40 และเงินสมทบประกันสังคม ภายในวันที่ 17 ธันวาคม และกำหนดยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต ภายในวันที่ 24 ธันวาคม</p>
<p>อย่างไรก็ตามการยื่นแบบแสดงรายการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ตามข้อมูลปฏิทินงานบัญชีและภาษี ไม่ได้ระบุวันที่ตายตัว ว่าต้องเป็นวันที่เท่าไหร่ ระบุเพียงแค่ &#8220;ภายในวันที่&#8221; นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการ จะต้องไม่ยื่นงบการเงินเกินระยะเวลาที่กำหนด บางรายการก็มีกำหนดระยะเวลาว่า จะต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในส่วนนี้ของแต่ละบริษัทก็จะมีระยะเวลาต่างกันออกไป บางกลุ่มอาจจะเป็นรอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม หรือบางกลุ่มก็อาจจะเป็นรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มกราคม ก็ได้ การนับรอบระยะส่วนนี้ ให้นับเอาวันในการยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 เป็นมาตรฐานหลัก ในระยะเวลา 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัท</p>
<p><strong>การประกอบธุรกิจกับหน้าที่ในการยื่นรายการบัญชี</strong></p>
<p>เมื่อทำการจดทะเบียนทำธุรกิจในรูปแบบของบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนแล้ว ก็จะต้องมีหน้าที่ๆ กล่าวไปข้างต้น คือการยื่นแบบแสดงรายการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ โดยการยื่นเป็นไปตามข้อกำหนดของกฏหมายที่ต้องทำทุกเดือน และบางรายการก็จะต้องทำการยื่นเป็นรอบละ 1 ครั้งต่อปีก็มี</p>
<p>ดังนั้นข้อดีของการทราบปฏิทินบัญชีและภาษี จะช่วยให้เหล่าผู้ประกอบการเตรียมพร้อมจัดการหาสำนักงานบัญชีช่วยทำงบการเงินให้ทันก่อนเวลาที่ต้องยื่น ในระยะเวลาดังกล่าวยังต้องเตรียมพร้อมรวบรวมเอกสารต่างๆ ทั้งรายการค้าขาย รายรับ รายจ่าย ประจำวัน ส่งมอบให้ผู้ทำบัญชีจัดการต่อ โดยจำเป็นต้องวางแผนให้ดีในการส่งมอบ เหลือเวลาให้พนักงานได้มีเวลาจัดการข้อมูลที่ได้รับมอบหมายด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างมากเพื่อการแสดงรายการทางบัญชีและข้อมูลภาษีให้เป็นไปอย่างถูกต้อง หมดกังวลเรื่องความเสี่ยงที่จะต้องมานั่งเสียค่าปรับเพราะความล่าช้า หรือการทำงบการเงินที่ผิดพลาดเพราะความรีบร้อนโดยใช่เหตุ</p>
<p>ผู้ประกอบการที่ไม่อยากทำบัญชีเหล่านี้ด้วยตัวเอง ในปัจจุบันมีสำนักงานบัญชีคุณภาพให้กับบริษัทได้เลือกมากมาย ทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านบัญชีและเข้ามาวางแผน และบริหารบัญชีให้เต็มรูปแบบ เป็นข้อดีที่คุณไม่ต้องเสียเวลาปวดหัวกับตัวเลขที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ จ่ายเงินลงทุนตรงนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ส่วนเวลาที่เหลือก็จะได้ไปโฟกัสกับการทำแผนธุรกิจ มองหาตลาด และสร้างกำไรให้ตัวเอง</p>
<p>แม้ว่าการจ้างสำนักงานบัญชีคุณภาพมาทำงบการเงินอาจทำให้หลายๆคนกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีอยู่ แต่ก็ทำให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาด และจะลำบากมากกว่า หากต้องโดนเรียกเพื่อตรวจสอบภายหลัง เสมือนมีเลขาดูแลเงินส่วนตัว ที่เข้ามาช่วยทั้งการบริหารบัญชี วางแผนภาษี และการยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตัวเอง การได้เห็นข้อมูลทางบัญชีเหล่านี้ ยังเป็นข้อดีที่จะช่วยให้มองเห็นผลการดำเนินงานที่ผ่านมาว่ามีรายรับ รายจ่าย เท่าไหร่ ได้มองเห็นทุนและกำไรที่ชัดเจน มีผลต่อการตัดสินใจวางแผนธุรกิจต่อไปในอนาคตให้พัฒนาก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6179 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/33-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%87/">ผู้ประกอบการควรรู้ ปิดงบการเงินให้ทันตาม &#8220;ปฏิทินงานบัญชีและภาษี&#8221; หมดกังวลเรื่องค่าปรับ</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษี ความต่างที่เจ้าของกิจการควรรู้</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 04:53:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5768</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนลดหย่อนภาษี ด้วยว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/">กำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษี ความต่างที่เจ้าของกิจการควรรู้</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6171 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/25.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/25.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/25-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/25-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนลดหย่อนภาษี ด้วยวิธีทำกำไรของบริษัทให้ดูน้อย หรือเปลี่ยนแปลงตัวเลขให้บริษัทขาดทุนไปเลย ความเข้าใจเบื้องต้นที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนเข้าใจเรื่องนี้กันแบบผิด ๆ มานักต่อนักแล้ว เพราะสิ่งที่กรมสรรพากรตรวจสอบคือกำไรทางภาษี ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกำไรทางบัญชี ข้อมูลจากทั้งสองแหล่งนี้เป็นตัวเลขที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าอยากรู้ว่าทำไมถึงมีความแตกต่าง ลองมาเปรียบเทียบจากข้อมูลต่อไปนี้ จะได้นำไปใช้วางแผนบัญชีในบริษัทและหาทางลดหย่อนภาษีได้ถูกต้องกันต่อไป</p>
<p><strong>กำไรทางบัญชี คืออะไร ?</strong></p>
<p>&#8220;กำไรทางบัญชี&#8221; หมายถึง รายได้ที่มีการหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว จากสูตรคำนวณด้วยการนำเอา &#8220;รายได้ &#8211; ต้นทุน = กำไร&#8221; ประโยชน์ของการทำบัญชีส่วนนี้ คือสามารถทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นตัวเลขการเงินที่เกิดขึ้นในบริษัท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเรื่องของการวางระบบบัญชีตามปกติ เพื่อให้เห็นผลประกอบการของบริษัทที่แท้จริงว่าได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน ช่วงเวลาปิดงบการเงินตอนสิ้นปี ตัวเลขรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นมาทุก ๆ เดือนเหล่านี้เมื่อนำมาคำนวณรวมกันจะได้ออกมาเป็นตัวเลขที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับต้นทุนเพื่อวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท ดังนั้นกำไรทางบัญชีจะเป็นส่วนที่คำนวณไม่ยุ่งยาก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะละเลย ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสนใจ ศึกษาข้อมูลให้ดี จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิดพลาด จนทำให้การบริหารธุรกิจเดินหน้าไปผิดทางตามมานั่นเอง</p>
<p><strong>กำไรทางภาษี คืออะไร ?</strong></p>
<p>“กำไรทางภาษี” จะแยกคำนวณออกมาจากกำไรทางบัญชีอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนบัญชีคนละเล่ม โดยการคำนวณจะมีมาตรฐานคือ <em>&#8220;กำไรทางบัญชี+รายได้ที่ถือว่าเป็นรายได้+รายได้ต้องห้าม-รายได้ที่ได้รับการยกเว้น-รายจ่ายที่สามารถหักได้ = กำไรทางภาษี&#8221;</em></p>
<p>จะเห็นได้ว่าหลักการคำนวณของทั้งสองข้อมูลนี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กำไรที่เกิดขึ้นจากบัญชีบริษัท กับบัญชีทางภาษีไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ผู้ประกอบการจะไม่เสียภาษีก็ต่อเมื่อได้รับการถูกเรียกว่าเป็นธุรกิจที่มีการขาดทุนทางภาษี เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของการวางแผนบริษัทที่ดี คือทำความเข้าใจเรื่องกำไรทางภาษีให้มากขึ้น จะได้รู้วิธีทำให้บริษัทไม่ต้องเสียภาษีในปริมาณมาก ๆ และเป็นการวางแผนอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย</p>
<p><strong>ความสัมพันธ์ระหว่างกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีที่ต้องรู้</strong></p>
<p>ความสัมพันธ์ที่เหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกันระหว่างบัญชีทางการเงินกับบัญชีทางภาษี มาจากการที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนวณกำไรทางบัญชีก่อน จากนั้นก็ให้นำเอากำไรที่ได้ไปคำนวณกำไรทางภาษีต่อ โดยส่วนนี้จะเตรียมไว้ยื่นให้กรมสรรพากรทราบว่าบริษัทต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ความยุ่งยากมักจะอยู่ที่บางรายการที่ไม่นับรวมเป็นรายได้ทางบัญชี แต่กลับถูกนับรวมเป็นรายได้ในทางภาษี บางรายการนับรวมเป็นรายได้ทางบัญชี แต่ดันไม่ถูกนับรวมเป็นรายได้ในทางภาษี กลับไปกลับมาไม่ตรงกันแบบนี้ ซึ่งทำให้ข้อมูลเหล่านี้จะดูซับซ้อนพอสมควร เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น ลองมาดูรายการ 4 ส่วนต่อไปนี้ที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้เอาไว้</p>
<p><strong>1.รายได้ที่ถือว่าเป็นรายได้</strong> &#8211; เป็นรายได้ที่บริษัทไม่ถือว่าเป็นรายได้ แต่ในแง่ของภาษีถือว่านี่คือรายได้ เช่น ดอกเบี้ยที่มาจากการกู้ยืมเงินของลูกหนี้ เป็นต้น</p>
<p><strong>2.รายได้ที่ได้รับการยกเว้น</strong> &#8211; เป็นรายได้ที่ได้รับการยกเว้น สำหรับกำไรทางบัญชีนั้นถือว่าเป็นรายได้ แต่ในทางภาษีไม่ถือว่าเป็นรายได้ เช่น เงินปันผล เป็นต้น</p>
<p><strong>3.รายจ่ายต้องห้าม</strong> – บางรายการที่ถูกบันทึกว่าเป็นรายจ่ายในบัญชีบริษัท แต่ในทางภาษีไม่ถือว่าเป็นรายจ่าย เช่น การจ่ายเงินเข้ากองทุนที่ไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น</p>
<p><strong>4.รายจ่ายที่สามารถหักมากขึ้น</strong> &#8211; เป็นรายการที่บริษัทไม่บันทึกเอาไว้ว่าเป็นรายจ่าย แต่ในทางภาษีถือว่าเป็นรายจ่าย เช่น รายจ่ายที่มาจากการส่งพนักงานไปอบรม เป็นต้น</p>
<p>ด้วยข้อมูลการคำนวณที่ชวนให้ดูแล้วซับซ้อน ทำให้ผู้ประกอบการส่วนมากทำบัญชีผิดพลาด กำไรที่คาดหวังว่าจะนำไปลดภาษีได้ด้วยการปรับตัวเลขที่กำไรทางบัญชีของบริษัท ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อย่างที่หวังเอาไว้ เพราะอาจจะมีการเพิ่มหรือลดรายได้ให้ตรงตามกฏหมายภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลด้านบนที่กล่าวไว้</p>
<p>การวางแผนบัญชีทางภาษีไม่ได้วางแผนกันง่าย ๆ อย่างที่คิด ดังนั้นอาจจำเป็นต้องพึ่งพาที่ปรึกษาบัญชีสักแห่งมาเป็นผู้ช่วย แม้จะมีค่าทำบัญชีเข้ามาเป็นต้นทุนของบริษัท แต่ก็คุ้มค่ากว่าการต้องมานั่งเสียเวลากับการบันทึกข้อมูลที่ยุ่งยากเหล่านี้ เพราะพนักงานบัญชีระดับมืออาชีพจะมีความเข้าใจรายการเหล่านี้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถหาทางลดหย่อนภาษีรายปีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี ลองเข้ามาติดต่อสอบถามกับ Scholar Accounting  เพื่อรับคำปรึกษาและคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษีอย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6180 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/">กำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษี ความต่างที่เจ้าของกิจการควรรู้</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปี 62 แบงค์ปล่อยกู้จากข้อมูลบัญชีเล่มเดียว กิจการควรเตรียมตัวอย่างไร</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b5-62-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 04:51:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5763</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. พ.ศ.2562 เป็นต้นไป มีมาตรการที่ว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b5-62-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad/">ปี 62 แบงค์ปล่อยกู้จากข้อมูลบัญชีเล่มเดียว กิจการควรเตรียมตัวอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6183 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/37.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/37.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/37-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/37-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. พ.ศ.2562 เป็นต้นไป มีมาตรการที่ว่า SMEs ต้องทำงบการเงินแบบ “บัญชีเล่มเดียว” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการทำระบบบัญชีหลาย ๆ เล่มอันแสนยุ่งยาก เสี่ยงต่อการเกิดข้อผิดพลาดหลายจุด อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องการขอสินเชื่อกับธนาคารเวลาเอาไปยื่นกู้ ด้วยอุปสรรคมากมายที่ผู้ประกอบการต้องเจอ ทำให้ภาครัฐเปลี่ยนเข้าสู่ระบบการทำบัญชียื่นภาษีให้กรรมสรรพากรด้วยบัญชีเพียง &#8220;เล่มเดียว&#8221; ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่าย ลดค่าใช้จ่ายค่าทำบัญชี และลดความเสี่ยงเรื่องการเงินที่อาจคลาดเคลื่อน</p>
<p>ดังนั้นในช่วงระยะเวลาที่กำลังเริ่มต้นนี้ เจ้าของกิจการควรจะเริ่มปรับตัว และเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ระบบการยื่นสินเชื่อที่ต้องใช้บัญชีเล่มเดียวเท่านั้นมาแสดงหลักฐาน ลองมาดูกันว่าจะเริ่มต้นก้าวสู่การเป็น SMEs ที่มั่นคง ง่ายต่อการขอสินเชื่อจากธนาคารนั้น ต้องเตรียมตัวอย่างไรให้ดูน่าเชื่อถือกันบ้าง ?</p>
<p><strong>ทำไมต้องเป็น &#8220;บัญชีเล่มเดียว&#8221; ?</strong></p>
<p>เรื่องการวางระบบบัญชีของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางให้ทำบัญชีเป็นแบบบัญชีเล่มเดียวในตอนนี้ กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำการศึกษาและให้ความสนใจกันอย่างจริงจัง เพราะอย่างที่บอกไป ภายในปี 62 การขอสินเชื่อกับธนาคารจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นการยื่นบัญชีเล่มเดียวกันกับที่ยื่นกับกรมสรรพากรเท่านั้น ส่วนบัญชีแบบหลายเล่มในตอนนี้ จะกลายเป็นข้อมูลล้าสมัย เอาไปใช้งานสร้างความน่าเชื่อถือไม่ได้แล้วเมื่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเต็มรูปแบบ</p>
<p>เหตุผลที่มีการทำบัญชีเล่มเดียวเกิดขึ้น เป็นแนวคิดของรัฐบาล เพื่อให้มีความทันสมัย ในขณะเดียวกันยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ต้องการกู้เงินอีกด้วย เพราะการจัดทำงบการเงินแบบนี้ จะสะท้อนเรื่องสภาพการเงินที่แท้จริงแบบ ตรงไปตรงมา ทำให้มองเห็นถึงความโปร่งใสของธุรกิจที่ชัดเจน ทำให้ธนาคารตัดสินใจง่ายขึ้นในการที่จะปล่อยสินเชื่อ</p>
<p>บัญชีเล่มนี้ก็เหมือนตัวช่วยให้ผู้ประกอบการมีความน่าเชื่อถือ เพราะเป็นการอ้างอิงข้อมูลจากความจริง สิ่งที่เป็นข้อดีเหนือไปกว่านั้นก็คือช่วยทำให้คนทำธุรกิจสามารถประเมินความเป็นไประหว่างอดีต ปัจจุบัน และแผนในอนาคตสำหรับวางแผนบริหารธุรกิจของตัวเองให้ดำเนินไปในทิศทางดีขึ้น</p>
<p><strong>ต้องการขอสินเชื่อธนาคาร ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวให้อย่างไร ?</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะกู้ยืมเงินสินเชื่อจากธนาคาร จะต้องจัดเตรียมบัญชีให้พร้อมดูน่าเชื่อถือ โดยธนาคารจะดูงบการเงินย้อนหลัง 3 ปีเป็นอย่างน้อย ใครอยากให้ธนาคารปล่อยกู้แบบง่าย ๆ ลองมาดูวิธีเตรียมตัวด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ ที่รับรองว่าเป็นประโยชน์กับเจ้าของธุรกิจอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>1.เก็บเอกสารการค้าไว้ให้ดี &#8211;</strong> เอกสารการค้าที่แสดงรายรับและรายจ่ายภายในบริษัทของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของบัญชีซื้อหรือขาย รวมทั้งสำเนาใบกำกับภาษี ใบเสร็จซื้อและรับเงิน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ธนาคารจะให้ความสำคัญ เพราะถือว่าเป็นเงินหมุนเวียนในบัญชีที่เห็นได้ชัดเจน ผู้ประกอบการควรเก็บเอกสารเหล่านี้เอาไว้ให้ดี</p>
<p><strong>2.ทำให้บัญชีเดินอย่างสม่ำเสมอ</strong> &#8211; การเดินบัญชีเป็นหัวใจหลักของการขอสินเชื่ออยู่แล้ว ดังนั้นหากผู้ประกอบการต้องการให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อแบบง่าย ๆ ก็ควรหมั่นรับและจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคารอย่างสม่ำเสมอให้ได้ทุกเดือน ทั้งหมดนี้จะเป็นประวัติที่ธนาคารจะเอาไปวิเคราะห์ถึงสภาพคล่องของธุรกิจ</p>
<p><strong>3.อย่าทำให้เสียเครดิต</strong> – ผู้ประกอบการที่มีเครดิตดี ย่อมทำให้ธนาคารสบายใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ ดังนั้นอย่าพยายามจ่ายหนี้เกินกำหนดเวลา ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทหรือของส่วนบุคคล เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบด้านการเงิน และพฤติกรรมการบริหารเงินในบริษัทที่จะส่งผลต่อการพิจารณาว่าธนาคารจะให้หรือไม่ให้สินเชื่อ</p>
<p><strong>4.มีแผนธุรกิจเอาไว้ให้ธนาคารพิจารณา</strong> &#8211; ก่อนไปขอสินเชื่อ อย่าลืมวางแผนธุรกิจให้ดี ซึ่งการนำเสนอกับธนาคารจะเป็นตัวเลขการเงินโดยประมาณว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการดำเนินธุรกิจ ความเป็นไปได้ของรายได้ต่อปี และมีหลักประกันอะไรที่น่าเชื่อถืออยู่บ้าง ธนาคารจะดูวงเงินที่้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นภาระหนี้สินในระยะยาวกับผู้ประกอบการ</p>
<p><strong>5.ยื่นงบการเงินด้วยบัญชีเล่มเดียว</strong> &#8211; โอกาสสำคัญที่ธนาคารจะปล่อยกู้คือการยื่นบัญชีเล่มเดียวให้ธนาคารเอาไปใช้ประกอบการพิจารณา ข้อมูลทั้งหมดในเล่มจะเป็นการเคลื่อนไหวของเงินภายในธุรกิจไม่ว่าจะเข้าหรือออก ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารเลือกวงเงินที่เหมาะสมให้ได้ การอนุมัติก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมด้วย</p>
<p>เพียงการปรับตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านี้ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นประโยชน์ของการทำบัญชีเล่มเดียวได้มากขึ้นแล้ว ซึ่งยังเป็นประโยชน์ในการวางแผนบัญชีในอนาคตที่ดีต่อบริษัท สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังสนใจจะจัดทำบัญชีเล่มเดียว เพื่อให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และได้รับการปล่อยสินเชื่อที่ง่ายขึ้นจากธนาคาร ลองเข้ามาติดต่อสอบถามกับ Scholar Accounting   เพื่อรับฟังคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการเตรียมตัวจัดทำสมุดบัญชีเล่มเดียวเพื่อขอรับการอนุมัติสินเชื่อที่ง่ายขึ้นจากธนาคารอย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://cutt.ly/TrX2sdm"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6180 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b5-62-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad/">ปี 62 แบงค์ปล่อยกู้จากข้อมูลบัญชีเล่มเดียว กิจการควรเตรียมตัวอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บัญชีเล่มเดียวคืออะไร ? ประโยชน์ของการทำบัญชีเล่มเดียว</title>
		<link>https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 04:43:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[วางระบบบัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.scholaraccounting.com/?p=5748</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ในปัจจุบันการทำบัญชีของธุรกิจมักจะมีการทำบัญชีหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/">บัญชีเล่มเดียวคืออะไร ? ประโยชน์ของการทำบัญชีเล่มเดียว</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6194 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/48-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<p>ในปัจจุบันการทำบัญชีของธุรกิจมักจะมีการทำบัญชีหลาย ๆ ชุดขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่ว่านี้กลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เพราะการทำ &#8220;บัญชีเล่มเดียว&#8221; กลายมาเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า และถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษีครั้งใหญ่ที่มีความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก จากเดิมที่เรื่องบัญชีดูซับซ้อนชวนปวดหัว ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่เข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจ ใครที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs แล้วยังไม่รู้จักการทำบัญชีเล่มเดียว ลองมาทำความรู้จักกับการทำบัญชีเล่มเดียวกันดูว่าคืออะไร ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนบัญชีในบริษัทของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น</p>
<p><strong>ระบบการทำบัญชีเล่มเดียวคืออะไร ?</strong></p>
<p>บัญชีชุดเดียว เรียกว่า &#8220;One Account&#8221; คือ การเปลี่ยนแปลงการทำบัญชีหลาย ๆ ชุดที่บริษัทต้องทำ มาเป็นการกรอกข้อมูลทุกอย่างลงไปในบัญชีเพียงเล่มเดียวแล้วค่อยยื่นให้กรมสรรพากร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีในประเทศไทย ซึ่งปรับเปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่มากขึ้น โดยลักษณะของบัญชีเล่มเดียวจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกอบการ SMEs มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ได้รับรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท มาทำการแจ้งขึ้นทะเบียนที่กรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.-15 มี.ค.2559</p>
<p>ลักษณะของบัญชีเล่มเดียว จะต้องมีความถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการจ่ายภาษีย้อนหลังกันอีกต่อไป เรียกง่าย ๆ คือ ช่วยให้ผู้ประกอบการจ่ายภาษีได้อย่างถูกต้อง ป้องกันความผิดพลาดในการจ่ายภาษีที่บางครั้งอาจจะมาจากการใส่ตัวเลขคลาดเคลื่อน ทำให้เกิดปัญหากับผู้ประกอบการตามมา แถมกรมสรรพากรยังพยายามช่วยผู้ประกอบการให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปที่สามารถทำบัญชีเล่มเดียวได้ ซึ่งสามารถโหลดจากเว็บไซต์เอามาใช้ฟรีโดยไม่เสียเงิน ทีนี้ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องภาษีย้อนหลังกันอีกต่อไป</p>
<p>ในปัจจุบันเพียงแค่ทำบัญชีเล่มเดียวให้ถูกต้อง ยื่นส่งให้กรมสรรพากรได้ทันเวลา ก็ไม่ต้องกลัวปิดงบไม่ทันอีกต่อไป บัญชีหลาย ๆ ชุดที่ทำกันมานาน หากเป็นในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแล้ว เรียกได้ว่าใครทำบัญชีด้วยระบบแบบนี้อยู่ ถือว่าเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะใคร ๆ ต่างก็เริ่มหันมาวางระบบบัญชีเป็นบัญชีชุดเดียวกันเกือบหมดแล้ว แม้บางส่วนจะยังคงต้องจ้างสำนักงานบัญชีคุณภาพเป็นผู้ช่วยอยู่ แต่ก็ถือว่าลดภาระด้านค่าใช้จ่ายและลดความผิดพลาดลงไปได้มาก <strong> </strong></p>
<p><strong>วัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนระบบสู่บัญชีเล่มเดียวคืออะไร ?</strong></p>
<p>จุดประสงค์มาจากการที่รัฐบาลและกรมสรรพากรพยายามจะยกระดับมาตรฐาน SMEs ของไทยให้ก้าวหน้าเทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านในโซน AEC บัญชีเล่มเดียวจะมีรูปแบบที่เป็มมาตรฐานสากลมากขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์สำหรับเปรียบเทียบผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นในตลาดโลก อีกทั้งยังทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างถูกต้องโปร่งใส</p>
<p>การส่งยื่นบัญชีเพียงเล่มเดียวสะท้อนให้เห็นว่านี่คือบัญชีตัวจริง เป็นหลักฐานที่ไม่มีการสร้างรายได้หลอก ๆ ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดหรือตั้งใจก็ตาม ด้วยปัญหามากมายจากการทำบัญชีหลายชุด จึงมักเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ทำงานมามากแล้วก็ตาม ด้วยเหตุที่ไม่มีความรู้ในการลงบัญชี อีกทั้งการจ้างสำนักงานบัญชีคุณภาพก็ไม่ใช่เรื่องที่จะหากันได้ง่าย ๆ</p>
<p>ภายในปี พ.ศ.2562 ธุรกิจที่ต้องการขอสินเชื่อจะต้องยื่นด้วยบัญชีเล่มเดียว โดยธนาคารจะต้องดูงบประมาณย้อนหลังเพื่อปล่อยกู้อย่างน้อย 3 ปี ดังนั้นใครที่ต้องการขยายกิจการ ก็ไม่ควรรอช้า ให้ไปรีบจัดแจงทำบัญชีเล่มเดียวกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้</p>
<p><strong>SMEs มือใหม่กับการจ้างสำนักงานบัญชีมาเป็นผู้ช่วยในการจัดทำบัญชีเล่มเดียว</strong></p>
<p>หากเป็น SMEs มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การทำบัญชีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจกันได้ง่าย ๆ แม้จะเป็นการทำบัญชีเล่มเดียวก็ตาม การจ้างสำนักงานบัญชีคุณภาพ มาช่วยให้เป็นที่ปรึกษาบัญชีในบางส่วน จะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับการศึกษาข้อมูลมากเกินไป ดังนั้นบางส่วนที่ไม่จำเป็นต้องทำเอง ก็มอบหน้าที่ให้กับสำนักงานบัญชีเป็นผู้ช่วย การจ้างสำนักงานบัญชีเพื่อส่งภาษีให้ทุกสิ้นเดือน จะทำได้ไม่ยุ่งยาก ประหยัดเวลาและค่าทำบัญชีได้มากกว่ารูปแบบบัญชีที่ซับซ้อนในอดีตเป็นอย่างมาก</p>
<p><strong>ถ้ายังทำบัญชีแบบหลายชุดอยู่ จะมีปัญหาไหม ?</strong></p>
<p>กรณีที่ผู้ประกอบการยังคงเลือกทำบัญชีแบบหลายชุดอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะข้อกฎหมายไม่ได้บังคับให้ทำแต่บัญชีเล่มเดียว สิ่งที่จะสะท้อนกลับมาเป็นปัญหาก็คือความน่าเชื่อถือ หากยังคงเลือกใช้วิธีนี้ในระยะยาว โดยเฉพาะการยื่นเพื่อขอกู้สินเชื่อ ธนาคารจะไม่รู้ว่าอันไหนเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ ทำให้โอกาสถูกปฏิเสธเกิดขึ้นได้สูง เพราะตัวเลขถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ง่าย หากแผนกทำหน้าที่ไม่มีความซื่อตรง เรื่องนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงหุ้นส่วนของบริษัท เกิดความสงสัยกันเอง เมื่อความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในหมู่หุ้นส่วนเดียวกัน ก็จะส่งผลกระทบไปยังบริษัท ทำให้เกิดความไม่มั่นคง การบริหารงานที่ไร้มาตรฐาน  การเติบโตของธุรกิจก็หยุดชะงักเติบโตได้ช้า</p>
<p>ดังนั้นการทำบัญชีแบบเล่มเดียว จึงมีข้อดีมากกว่า เป็นข้อชี้แจงที่เห็นได้ชัดเจนถึงงบการเงินภายในบริษัทที่เกิดขึ้นจริง ดีต่อการบริหารงานในระยะยาวต่อไป ช่วยลดค่าทำบัญชีและเพิ่มโอกาสด้านต่าง ๆ ในการทำธุรกิจให้กลายเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นกว่าเดิมได้ สำหรับธุรกิจผู้ประกอบการ SMEs ท่านใดที่ต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีเล่มเดียวหรือการวางแผนภาษี สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาเบื้องต้นกับ Scholar Accounting ได้ รับรองว่าจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับบัญชีเล่มเดียวอย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://lin.ee/b19Oisw"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6180 aligncenter" src="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png" alt="" width="940" height="788" srcset="https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34.png 940w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-300x251.png 300w, https://www.scholaraccounting.com/wp-content/uploads/2020/02/34-768x644.png 768w" sizes="auto, (max-width: 940px) 100vw, 940px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.scholaraccounting.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/">บัญชีเล่มเดียวคืออะไร ? ประโยชน์ของการทำบัญชีเล่มเดียว</a> appeared first on <a href="https://www.scholaraccounting.com">Scholar</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
